READING

INTERVIEW: นิดนก คุณแม่มือใหม่ของเด็กหญิงที่เลือกว...

INTERVIEW: นิดนก คุณแม่มือใหม่ของเด็กหญิงที่เลือกวันเกิดของตัวเอง

ถ้าวันคลอดเป็นเหมือนเส้นชัยประจำด่านแรกของชีวิตการเป็นคุณแม่ เราก็ตั้งใจว่าจะขอสัมภาษณ์นิดนก—พนิตชนก ดำเนินธรรม นักเขียนสาวเจ้าของฉายา ผู้หญิงเชิงรุกแห่งสำนักพิมพ์แซลมอน ในฐานะคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวเข้าเส้นชัยในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

 

แต่อยู่ดีๆ นิดนกก็โพสต์รูปครอบครัวที่ประกอบไปด้วยตัวเองกับเอกชัย (สามี) และเด็กหญิงตัวน้อย—น้องณนญ (อ่านว่า นะนน) สมาชิกคนใหม่ของครอบครัว

อ้าว เฮ้ย… วันก่อนที่คุยกัน ยังดูไม่มีวี่แววเลยนี่นา

 

จากเรื่องราวของคุณแม่ก่อนเข้าเส้นชัย เลยกลายเป็นเรื่องราวหลังผ่านเส้นชัยแบบสดๆ ร้อนๆ ชนิดที่เหงื่อยังไม่ทันแห้ง น้ำยังไม่ทันให้ และการเลือกวันเกิดเองแบบไม่บอกไม่กล่าวของเด็กหญิงณนญ ทำคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ตื่นเต้นแค่ไหน เราคงอธิบายแทนทั้งคู่ไม่ได้ แต่เท่าที่รู้ วันนั้นนิดนกเป็นผู้หญิงที่อยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลแล้วดูมีความสุขที่สุดในโลกเลยจริงๆ

(บทสัมภาษณ์นี้ขออนุญาตมีคำหยาบเล็กน้อย เพื่อให้อรรถรสในการเล่าไม่เสียไปนะจ๊ะ)

“นิดนกกกก… หมอว่าต้องวันนี้แล้วล่ะ
ลูกเขาเลือกวันเกิดตัวเองแล้ว ไม่ต้องรออาทิตย์หน้าแล้วล่ะ”

 

ย้อนกลับไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันคลอด ทำอะไรอยู่

ทำงานนะ ยังไปทำงานตามปกติ แต่มันจะมีอาการท้องแข็งมากขึ้น เพราะหัวเราะมาก, ไม่ใช่! มันเป็นอาการที่คนท้องในช่วงท้ายๆ ต้องระวังอยู่แล้ว พอท้องแข็งขึ้นมา เราก็จะนั่งพัก แล้วก็จะกลับมาปกติ แต่มีวันนึงมีอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อนคือมีมูกหรือตกขาวออกมา ก็คิดว่าเพราะวันนั้นเดินมาก เลยมีอาการแปลกๆ มาเตือน แต่นอกนั้นไม่มีอะไร ก็ยังไปทำงานปกติ

ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน ช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายจะต้องทำอะไร

หลังจาก 34 วีกไปแล้ว คุณหมอจะเริ่มนัดแบบสองวีกครั้ง ปกติก่อนนั้นจะเป็นเดือนละครั้ง เราก็เพิ่งมาตรวจเมื่อวันเสาร์ที่ 8 (กรกฎาคม) ก็ไม่มีอาการอะไรผิดปกติ คุณหมอก็จะนัดอีกทีคือวันอาทิตย์ที่ 16 ถ้าตามแพลนจริงๆ ก็คือค่อยมาวันนั้น แต่ตอนช่วง 32 วีก คุณหมออัลตราซาวนด์เห็นว่าลูกมีสายสะดือพันคออยู่ แต่ไม่อันตรายมาก เพราะเขาอาจจะดิ้นแล้วมันหลุดไปเองได้ แล้วสักวีกที่ 37 ค่อยมาอัลตราซาวนด์ดูใหม่ ถ้าวันนั้นยังพันอยู่หมอก็จะขอให้ผ่าเลย

แปลว่าไม่ได้เลือกไว้ว่าจะคลอดแบบไหน

ไม่เลย อะไรก็ได้ เพราะเราก็ลุ้นว่าสายสะดือจะพันคอเขาถึงเมื่อไหร่ เลยไม่ได้คิดอะไรไว้เลย แต่เอกชัยอยากให้ผ่า เพราะเขาชอบอะไรที่มันคอนโทรลได้

โชคดีที่ลูกมีสายสะดือพันคอ (หืม…) จะได้ไม่ต้องตัดสินใจ เพราะยังไงกูก็ต้องผ่าอยู่แล้ว (หัวเราะ)

ปกติท้องแรกเขามักจะกลัวการคลอดเอง, ไม่กลัวกับเขาบ้างเหรอ

ไม่ได้กลัวขนาดนั้น คิดว่าน่าจะเบ่งไหว แต่ถ้าจะกลัวก็กลัวเพราะช่วงหลังเริ่มเห็นข่าวคนคลอดลูกแล้วลูกตาย ก็เริ่มกลัว เพราะตั้งแต่รู้ว่าเขามีสายสะดือพันคอ สิ่งที่หมอฝากไว้ก็คือต้องนับเวลาลูกดิ้นให้จริงจังกว่าคนอื่นนิดนึง แต่สุดท้ายก็แทบไม่ต้องนับเลย เพราะว่านางดิ้นดีมาก

ลูกอาจจะดิ้นเพื่อเอาตัวรอดอยู่หรือเปล่า…

เออ ก็เป็นไปได้ว่ะ (หัวเราะ) เพราะมีบางวันที่นางดิ้นแรงจนเราต้องไปเซิร์ชว่าลูกดิ้นเยอะมากผิดปกติหรือเปล่า ก็ไปเจอเว็บที่เขาบอกว่า ‘ลูกดิ้นเยอะไม่ต้องตกใจนะคะ’ แต่คนเขียนเขาก็เขียนแบบเผื่อไว้ เพราะเขาบอกว่า ‘แต่ถ้าดิ้นเยอะเกินไป ก็…’ เอ้า แล้วกูจะรู้ได้ไงว่าแค่ไหนคือเยอะเกินไป แบบนี้คือเกินไปหรือยัง พออ่านเจอแบบนี้ ก็นอยด์อีก

แล้วเกิดอะไรขึ้นในวันจันทร์ที่ 10

คือคืนวันอาทิตย์เนี่ย ก่อนนอนอยู่ๆ เอกชัยก็พูดเป็นลางว่า “นี่จะเป็นการนอนยาวครั้งสุดท้ายของเรา” จริงๆ เพราะมันเป็นสัปดาห์ที่วันจันทร์ยังเป็นวันหยุด จากนั้นก็เป็นวันทำงานที่เราต้องตื่นเช้า ส่วนเสาร์อาทิตย์ต่อไปก็เป็นวันที่หมอนัด ซึ่งเราอาจจะตื่นเต้นหรืออาจจะต้องผ่าคลอดวันนั้น

คืนนั้นก็เข้านอน แต่เราฝันร้ายจนตกใจตื่น พอตื่นมาก็จับท้องดูว่าลูกดิ้นไหม อ้าว ไม่ดิ้นว่ะ ก็ลองนอนตะแคงซ้าย (เป็นเทคนิคที่คนท้องรู้กัน) พอนอนตะแคง เขาก็ยังนิ่ง เราก็เริ่มใจไม่ดี ลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ไปนั่งกินน้ำเย็นน้ำหวานอยู่นอกห้อง ซึ่งปกติจะเวิร์กแต่คราวนี้ก็ไม่เวิร์ก ลูกก็ยังไม่ดิ้น

ตอนนั้นประมาณตีสี่ เอกชัยตื่นมาถามว่าเป็นอะไร เราก็บอกว่าไม่รู้ แต่ลูกไม่ดิ้นเลย ก็เลยลองโทร.มาที่โรงพยาบาล พยาบาลก็บอกว่าไม่น่าจะเป็นอะไรนะ คุณแม่ไม่ต้องตกใจ แต่จะลองเข้ามาก็ได้นะคะ

พอดีว่าคอนโดฯ ใกล้โรงพยาบาลแค่สิบนาที แล้วมันก็เช้ามาก ก็เลยขับรถมาเลย

แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าจะคลอด

ใช่ ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นด้วย (หัวเราะ) มาเหมือนคนที่ไม่ได้ท้อง แต่มาถึงพยาบาลก็บอกให้เปลี่ยนเป็นชุดเตรียมคลอดเผื่อไว้ แล้วก็ติดเครื่องที่ท้องเพื่อวัดการเต้นของหัวใจลูกกับวัดการบีบตัวของมดลูกเรา พอวัดแล้วพยาบาลก็บอก “อุ๊ย นี่ไง หัวใจลูกเต้นดี ดูแข็งแรงมากเลยนะคะ เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้ว”

คุณหมอก็มาจับท้อง พอคุณหมอดูกราฟหัวใจลูก เขาก็บอกว่าโอเค ไม่มีอะไร แต่พอเขาเอะใจมาดูกราฟการบีบตัวของมดลูก เขาบอกว่ามันเป็นจังหวะเหมือนคนที่กำลังจะคลอด คุณหมอก็เลยขอตรวจภายใน

“คุณแม่คะ ปากมดลูกเปิด 2-3 เซนฯ แล้วค่ะ”

คุณหมอที่ตรวจก็เลยโทร.ไปหาคุณหมอที่เราฝากท้องด้วย แล้วก็คุยกันด้วยภาษาเทคนิคของหมอ “ตอนนี้ @#$^@*#$^%*&^… เท่ากับ 8 แล้วค่ะ” เราก็ฟังไป แต่ว่ามันคืออะไรวะ…

แล้วคุณหมอเจ้าของไข้ก็ขอคุยโทรศัพท์กับเรา

“นิดนกกกก… หมอว่าต้องวันนี้แล้วล่ะ ลูกเขาเลือกวันเกิดตัวเองแล้ว ไม่ต้องรออาทิตย์หน้าแล้วล่ะ” ด้วยเสียงที่เพิ่งตื่นมาก เพราะมันเพิ่งตีห้าได้ตอนนั้น

คุณหมอก็ถามว่าถ้าจะคลอดเลยเราติดอะไรไหม ดูฤกษ์ไว้ไหม เราก็ไม่ติด เพราะฤกษ์ที่คิดไว้มันคืออาทิตย์หน้า แต่ถ้าจะต้องวันนี้ ฤกษ์ไหนก็เอาวะ กี่โมงก็ได้

ทั้งที่มาโรงพยาบาลแบบไม่ได้เตรียมตัวมาเลย

คือตอนมาเรามีความคิดนิดนึงว่าลูกอาจจะโดนสายสะดือพันจนเขาหายใจไม่ออก แล้วก็อาจจะต้องผ่าคลอดเลยหรือเปล่า ก่อนมาโรงพยาบาลก็เลยขอทาแป้งฝุ่นนิดนึง… นิดเดียวนะ เพราะถ้าปกติต้องทาแป้งผสมรองพื้น (หัวเราะ) เอกชัยก็ทักว่า “ไปแค่นี้เธอต้องทาแป้งเลยเหรอ” แล้วก่อนออกจากห้อง เห็นกล้องถ่ายรูปวางอยู่ ก็หยิบติดมือมาด้วย เอกชัยก็ถามอีก “เธอต้องเอากล้องไปเลยเหรอ”

ทั้งที่จริงวันก่อนเราเพิ่งจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมไว้ที่มุมห้อง

แล้วได้หยิบกระเป๋ามาไหม

ไม่ได้หยิบ เพราะว่ามันจะดูพร้อมไป (หัวเราะ) เดี๋ยวจะดูว่าเราตื่นตูม ก็เลยหยิบมาแค่แป้งฝุ่นกับกล้องถ่ายรูป… เออ กูหยิบมาแต่ของทั้งนั้นเลยเนี่ย!

พอเอกชัยรู้ว่าต้องคลอดเลย

ก็ประมาณหกโมงเช้า หลังจากที่เราคุยกับหมอเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็เดินไปบอกเอกชัยที่รออยู่นอกห้องว่าน่าจะผ่าคลอดวันนี้นะคะ… ภาพตัดมาที่เอกชัยเดินเข้ามาในห้องด้วยดวงตาเบิกโพลง แล้วก็พูดกันว่า “เธอ วันนี้…”

เราก็บอกให้เขากลับไปเอาของที่คอนโดฯ “หยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้ เครื่องสำอางฉัน เธอกวาดลงกระเป๋ามาให้หมดนะ…” แล้วก็เอาโทรศัพท์ให้เขา บอกว่าถ้าคลอดเสร็จแล้วต้องโทร.หาใคร หรือไลน์บอกใครบ้าง แต่ก่อนผ่าไม่ได้บอกใครเลย เพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เลยอยากจะอยู่กันเองก่อน

เอกชัยก็ขับรถกลับไปเอาของ แล้วนางก็เป็นคนดีมากคือหยิบแป้งผสมรองพื้นของเราใส่กระเป๋ากางเกงมาต่างหาก ซึ่งพอมาถึงเราก็ถามเลยว่า เธอหยิบแป้งมาให้หรือเปล่า เอกชัยก็ควักออกมาจากกระเป๋ากางเกง เราก็รีบโปะๆๆ กลัวพยาบาลด่า

ดูเหมือนเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม มีอะไรที่ไม่ทันตั้งตัวบ้าง

ก็ชื่อลูก เพิ่งได้มานั่งตกลงกันหลังจากเอกชัยไปเอาของกลับมาแล้ว เพราะตอนแรกคิดว่าลูกจะคลอดวันอาทิตย์ พออยู่ๆ เป็นวันจันทร์ ก็เอาล่ะสิ เปลี่ยนไปหมดเลย

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นิดนกเป็นคนที่พูดมาสักพักแล้วว่าอยากมีลูก, พออยากมี แล้วเตรียมตัวยังไง

ก็มีกินวิตามิน แล้วก็เริ่มศึกษาเรื่องการนับวันไข่ตก พยายามหาวิธีการอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องหาหมอหรือไปทำ… เพราะมันแพง

แล้วเรื่องความพร้อมด้านอื่น

ก็มีเรื่องเงิน ปกติครอบครัวเราจะมีโอนเงินเก็บไว้เป็นกองกลางอยู่แล้ว พอเตรียมตัวมีลูก ก็มีกองกลางเพิ่มขึ้นอีกกอง เป็นเงินค่าใช้จ่ายลูก ลูกที่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ด้วยนะ แต่ก็ช่วยกันโอนเงินเก็บไว้มาเรื่อยๆ

36 สัปดาห์ของการอุ้มท้อง ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

หูยยย เป็นยังไงวะ… (คิดนาน) แต่ละคนมันอาจจะไม่เหมือนกัน แต่คนท้องมันก็จะแบ่งเป็นสามไตรมาส คือไตรมาสแรกจะเป็นช่วงนอยด์ ขอแค่ทุกวันเวลาเราเข้าห้องน้ำแล้วไม่มีเลือดออกมาก็สบายใจแล้ว อย่างเราก็ลำบากช่วงแพ้ท้องประมาณเดือนนึง ซึ่งถือว่าไม่มาก พอเข้าไตรมาสสองถึงจะเริ่มรู้สึกว่าเป็นคนท้องเต็มตัว เพราะท้องมันเริ่มใหญ่ขึ้น ก็เป็นช่วงที่เริ่มคิดจะเรียกร้องสิทธิให้คนท้อง เช่น เวลาขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนมาไหน พฤติกรรมบางอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป อย่างตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกทุกคืน ปกติเราไม่เคยเป็น พอช่วงสุดท้ายคือวีกที่ 30 ไปแล้ว ร่างกายมันก็เปลี่ยนไปเยอะ ท้องหนักขึ้น นอนลำบากขึ้น แล้วก็มีความรู้สึกว่าเรากับลูกเริ่มรู้สึกถึงกันได้แล้ว

เป็นยังไง

คือมันมีคำพูดของคุณหมอครั้งนึง เราถามเขาว่า ทำไมรอบนี้ไม่อัลตราซาวนด์ คุณหมอก็บอกว่า ตอนนี้ลูกในท้องเราโตแล้ว คุณแม่รู้สึกถึงเขาได้แล้ว เพราะงั้นเราต้องคอยสังเกตเขาเองแล้ว อัลตราซาวนด์มันก็แค่เห็นเป็นเด็กลอยไปลอยมา แต่แม่นี่แหละที่สัมผัสกับเขาได้แล้ว แม่จะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด

เราก็เออ จริงด้วยว่ะ

 

เราอยากให้เขาไม่กลัวที่จะไม่สวย
เพราะเราไม่ใช่คนสวยไง คือผู้หญิงมันจะมีมาตรฐานความอยากสวยอยู่
ซึ่งเราไม่ค่อยสนใจตรงนั้น

.

พอมีลูกสาวแล้ว คิดไหมว่าอยากให้เขามีอะไรเหมือนเรา หรือไม่เหมือนเรา

ที่อยากให้เหมือนคือ… (เขิน) เราอยากให้เขาไม่กลัวที่จะไม่สวย เพราะเราไม่ใช่คนสวยไง คือผู้หญิงมันจะมีมาตรฐานความอยากสวยอยู่ ซึ่งเราไม่ค่อยสนใจตรงนั้น ถึงใครบอกว่ากูไม่สวย กูก็จะบอกว่ากูสวย (หัวเราะ)

เราก็เลยอยากให้ลูกเราเป็นอย่างนั้น เขาอาจจะสวยกว่าเราก็ได้นะ แต่ว่าอยากให้เขามั่นใจว่าที่เขาเป็นมันดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องที่ไม่อยากให้เหมือนก็พวกนิสัยไม่ดีของเราทั้งหมด ปากไม่ดี ปากหมา พูดจาไม่น่าเชื่อถือ อะไรพวกนี้

แล้วอยากให้มีอะไรเหมือนพ่อ

ก็มีระเบียบวินัย ไม่ใช่คนบ้าระเบียบนะ แต่ก็อยากให้เขามีความรับผิดชอบ

ครอบครัวนิดนกกับเอกชัย จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างหลังจากนี้

ที่เคยคุยกันเล่นๆ ก็คงเป็น เราจะไม่ได้กินข้าวกันสองคนอีกต่อไป ไม่ได้ไปเดินห้างกันสองคนแล้ว ทุกอย่างมันคงลำบากขึ้น เพราะเรามีอะไรต้องรับผิดชอบมากขึ้น สมมติจะไปดูคอนเสิร์ต อย่าง Ed Sheeran มาเนี่ย เราก็นับเลยนะว่าตอนนั้นลูกจะอายุกี่เดือน เอาใส่เป้ไปได้ไหมวะ เพราะไม่คิดจะฝากใครอยู่แล้ว

วางแผนการเลี้ยงไว้ยังไง

ตอนนี้เราลางานได้สามเดือน ส่วนเอกชัยได้อาทิตย์นึง ที่คิดไว้ก็คือสามเดือนแรกก็เลี้ยงเองเต็มที่ ถ้าเรากลับไปทำงานแล้วก็คงส่งเข้าเนิร์สเซอรี่

จริงๆ อยากมีวันลาสำหรับเลี้ยงลูกสักเท่าไหร่

ก็น่าจะปีนึงนะ (หัวเราะ)

แต่ปีนึงก็ไม่อยากกลับไปทำงานแล้วไหม

เออว่ะ ก็เป็นไปได้

ถ้าในระยะสั้นๆ กังวลอะไรเกี่ยวกับลูกที่สุด

ตายละ คำถามดูจริงจัง… (คิดนาน)

ช่วงปีสองปีแรก ก็กังวลเรื่องการเซ็ตพื้นฐานทุกอย่างของเขา ส่วนระยะยาวจริงๆ ไม่ได้คิด เพราะเราคิดว่า ถ้าเซ็ตรากฐานเอาไว้ดี เขาก็จะโตขึ้นไปได้เอง

แล้วอยากเซ็ตให้เขาเป็นแบบไหน

ก็นี่แหละ เป็นผู้หญิงที่ภูมิใจในตัวเอง ไม่อยากจะใช้คำว่ามั่นใจนะ เราคิดว่ามันเป็นความภูมิใจมากกว่าที่จะทำให้เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้

(พยายามคิดคำถามสุดท้ายให้จบสวยๆ ซึ้งๆ) ที่เขาบอกว่าพอมีลูกเองแล้วจะเข้าใจความรักของแม่ ผ่านมาสามวันแล้วตอนนี้รู้สึกหรือยัง

อืม… (คิด) ก็ยังไม่รู้สึกขนาดนั้นนะ เอาจริงๆ อย่างวินาทีที่เขาออกมาแล้วน้ำตาไหล มันก็เป็นความโล่งใจ เพราะก่อนหน้านั้นเราจะกังวลว่าเขาเป็นยังไง จะรอดไหม แต่พอเขาออกมาแล้วได้ยินเสียงร้อง ก็คือโอเค เขาปลอดภัยแล้ว ตอนนี้ยังรู้สึกแบบนี้

Photo: BungBing

Sisata D.

Editor in Chief, ชอบเล่นกับลูกคนอื่นและอัพรูปหลานลงอินสตาแกรม

RELATED POST