Rolling Under the Big Tree at Raintree International School

ตอนเด็กๆ คุณเคยคิดไหมว่า โรงเรียนในฝันจะต้องมีหน้าตาแบบไหน (หรือจะคิดเลยตอนนี้ก็ไม่ว่ากัน) ถ้าเป็นโรงเรียนทรงกลม มีต้นไม้ใหญ่ให้วิ่งเล่น และบ้านต้นไม้แสนน่ารักให้ปีนป่าย แถมยังได้วิ่งสนุกเกือบทั้งวัน

ขอบอกว่าโรงเรียนน่าสนุกแบบนั้นไม่ได้อยู่แค่ในฝันอีกต่อไป แต่เป็นรูปเป็นร่างอยู่ที่ถนนสาทร ในชื่อ Raintree International School โรงเรียนนานาชาติสองภาษาน้องใหม่ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักเหมือนภาพฝัน แต่ยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปได้อีกด้วย

Raintree International School เกิดจากความตั้งใจที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของ คุณทิพ—วรจรรย์ จิราธิวัฒน์ และ คุณใหม่—พรรณรจน์ ชลิตอาภรณ์ สองพี่น้องและ คุณกรณ์ จาติกวาณิช เจ้าของและผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เชื่อว่า ช่วงปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเด็ก 3-6 ปีแรก เป็นวัยที่กำลังสร้างรากฐานทางความคิด ไปจนถึงนิสัยต่างๆ

เลยเป็นที่มาของโรงเรียนนานาชาติสองภาษาอังกฤษ-จีน ที่ใช้หลักสูตรอังกฤษผสมกับแนว Reggio Emilia ที่เน้นให้เด็กๆ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยครูจะช่วยค้นหาศักยภาพในตัวเด็กแต่ละคน ผ่านการเล่นในพื้นที่น่าเล่น ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ของโรงเรียนที่อบอุ่นแห่งนี้

กระโดดโลดเต้นใต้ต้นจามจุรี

ใครที่ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของโรงเรียน คงต้องอยากลองออกวิ่งเล่นและสำรวจไปทั่ว (อย่างเรานี่แหละ) เพราะที่นี่เต็มไปด้วยพื้นที่ยั่วตายั่วใจ สมกับความตั้งใจของคุณทิพและคุณใหม่ ที่บอกสถาปนิกว่า อยากให้ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ไม่เหมือนโรงเรียน เหมือนที่เที่ยวที่เด็กๆ มาแล้วสนุก เมื่อเขามีความสุข เขาก็จะอยากเรียนรู้ เป็นที่มาของอาคารสองชั้นที่ดีไซน์เป็นรูปทรงตัวเอส (S) ถ้ามองจากข้างบน สร้างเป็นตึกสองคอร์ตล้อมรอบต้นจามจุรี ซึ่งเป็นต้นไม้ดั้งเดิมในพื้นที่ และเป็นที่มาของชื่อโรงเรียนเรนทรี

“พอนึกถึงความคิดสร้างสรรค์ หลายคนจะนึกถึงศิลปะ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
แต่จริงๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่ดี เอามาแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาสังคมได้
การแก้ปัญหาระดับชาติก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน”

คอร์ตหน้าแบ่งเป็นพื้นที่ Physical Play ที่ให้เด็กได้ออกแรงวิ่งเล่น ปีนป่าย พัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ ไฮไลต์ของโรงเรียนก็คือบ้านต้นไม้ ที่เด็กๆ ชอบปีนขึ้นไปและสไลด์ลงมา และเมื่อเดินผ่านพื้นที่เปิดตรงโถงกลางที่เป็นหลุมทรงกลมให้ลงไปนั่งจับกลุ่มได้ บางครั้งก็จะวางเครื่องดนตรีไว้ หรือบางอาทิตย์ก็เอาบล็อกเลโก้ยักษ์มาลงให้เล่น สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

พอเลี้ยวผ่านห้องสมุดที่เต็มไปด้วยบล็อกวางหนังสือถึง 299 บล็อก ที่จัดวางซ้อน วางทับ วางสลับกันไปมาเหมือนเล่นเกม ต่อบล็อกที่ข้างในเต็มไปด้วยหนังสือ ที่ครอบคลุมทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน ก็จะเจอกับต้นจามจุรีคอร์ตหลัง ที่เน้นฐานเรื่อง Sensory Play ทั้งบ่อทรายและวงเวียนต้นไม้ พร้อมจักรยานสามล้อให้ปั่นสุดเจ๋ง

แต่ถ้าคิดว่าพื้นที่สีเขียวของโรงเรียนยังน้อยเกินไป คงเป็นเพราะคุณยังไม่เห็นว่าด้านหลังยังมีสนามหรือลานหญ้าที่ซ่อนไว้ให้เด็กๆ วิ่งเล่น รวมถึงเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ลองทำสวนและปลูกผักด้วยตัวเอง และสามารถนำผักที่ปลูกไปทำอาหารใน Cooking Studio เองได้ และทางโรงเรียนยังบอกว่า อีกไม่นานก็จะมีเป็ดและไก่ให้เด็กๆ ได้เลี้ยง

พื้นที่ของเรนทรีแต่ละส่วน นอกจากจะดีต่อใจและร่างกายแล้ว การได้ใกล้ชิดธรรมชาติยังดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเด็กน้อยด้วย เพราะที่นี่เชื่อว่า การเรียนรู้ไม่ต้องอยู่เฉพาะในห้องเรียน เด็กๆ ควรจะเรียนรู้ได้ทุกที่

และแน่นอนว่า โรงเรียนสวยและครีเอตขนาดนี้ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่เรนทรีอยากปลูกฝังให้เด็กๆ เพราะคุณทิพและคุณใหม่เห็นตรงกันว่าความคิดสร้างสรรค์นั้น สำคัญกว่าที่เราคิด

“พอนึกถึงความคิดสร้างสรรค์ หลายคนจะนึกถึงศิลปะ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่จริงๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่ดี เอามาแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาสังคมได้ การแก้ปัญหาระดับชาติก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน”

เมื่อถามว่า แล้วทำไมความคิดสร้างสรรค์ถึงสำคัญ คุณใหม่ให้คำตอบกับเราว่า “แต่ก่อนเราเก่งเพราะเราท่องเยอะ แต่เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยน อย่างกูเกิลรู้ทุกอย่างมากกว่าเราหมด ดังนั้น หน้าที่ของเด็กรุ่นใหม่คือต้องเอาข้อมูลต่างๆ ที่เขามีมาสร้างเป็นอะไรใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเราคิดว่าหลักสูตรของเราตอบโจทย์ตรงนี้ด้วยการให้เด็กได้คิดเอง ทำเอง”

“บ้านต้นไม้ที่เห็นเป็นทรงกลม เราไม่ได้สร้างให้เขาเป็นปลาหมึกยักษ์หรือเรือ
แต่เรารอให้เด็กๆ มาใส่จินตนาการต่อ ว่าวันนี้เขาอยู่ที่ไหน
บางทีเขาอาจจะจินตนาการว่าอยู่ในเรือก็ได้ หรือวันนี้จะอยู่ในยานอวกาศ”

พิสูจน์จากสิ่งที่เราเห็นชัดที่สุด อย่างบ้านต้นไม้ที่เราแอบเดาว่าคงออกแบบมาจากลักษณะของรังนกขยายส่วน แต่เมื่อถามพี่น้องสองสาวกลับตอบเรายิ้มๆ

“บ้านต้นไม้ที่เห็นเป็นทรงกลม เราไม่ได้สร้างให้เขาเป็นปลาหมึกยักษ์หรือเรือ แต่เรารอให้เด็กๆ มาใส่จินตนาการต่อ ว่าวันนี้เขาอยู่ที่ไหน บางทีเขาอาจจะจินตนาการว่าอยู่ในเรือก็ได้ หรือวันนี้จะอยู่ในยานอวกาศ”

สิ่งเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าในเรนทรี หลายๆ อย่างถูกสร้างไว้แบบปลายเปิด แล้วรอเด็กๆ มาจินตนาการต่อ เช่นเดียวกับของเล่นของที่นี่ ซึ่งนอกจากจะมีให้เด็กๆ เล่นเยอะมากแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อย่างเช่น บล็อก เลโก้ หรือของเล่นอื่น ที่ปล่อยให้เด็กได้สร้างอะไรตามความคิดได้เต็มที่

โรงเรียนหลักสูตรอังกฤษและ Reggio Emilia

ลองนึกภาพตัวเองเป็นเด็ก พื้นที่เหล่านี้คงพาเราตื่นตาตื่นใจไม่น้อย อย่างที่เรนทรีให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็น เพียงแต่เราต้องไปกระตุ้น เขาก็จะมีแรงบันดาลใจในการไปค้นหาต่อ ถ้าสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจได้ ก็จะกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ซึ่งมาจากแนวคิดของ Reggio Emilia ที่บอกว่า “Environment is a third teacher สิ่งแวดล้อมเป็นครูคนที่สามของนักเรียน”

นอกจากนั้น Reggio Emilia ยังเป็นแนวการเรียนการสอนที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จริงๆ คุณครูจะมีหน้าที่สังเกตดูว่าเด็กสนใจอะไร และนำความรู้ต่างๆ ใส่เข้าไปในสิ่งที่เขาสนใจ เพราะเชื่อว่าถ้าเขาสนใจเรื่องนี้ เขาจะเรียนรู้ได้ดีกว่า เมื่อเขาชอบ เขาก็จะอยากค้นหามันมากขึ้น

ครูไม่ได้เป็นผู้ให้ความรู้ แต่มีหน้าที่เป็น facilitator ที่ช่วยให้เด็กสนใจมากขึ้น จนคิดและตั้งคำถามเอง เขาก็จะเรียนรู้ได้เอง ซึ่งจะทำให้เรียนรู้ได้เร็วกว่า และดีกว่า เพราะสิ่งที่เขาต้องค้นหาเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยตัวเอง

คุณทิพยังเสริมอีกว่า “จากประสบการณ์การเป็นแม่ ถ้าช่วงไหนที่ลูกสนใจอะไร แล้วเราพยายามคุยเรื่องนั้น เขาจะเรียนรู้ได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะตรงหลักกับพฤติกรรมเด็กด้วย”

เมื่อแรงบันดาลใจจาก Reggio Emilia มารวมกับพื้นฐานของโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษ (British Curriculum) โดยในเด็กเล็กจะเน้นพื้นฐาน 3 ส่วน คือพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม (Personal, Social and Emotional Development) พัฒนาการทางร่างกาย (Physical Development) และสุดท้ายคือภาษาและการสื่อสาร (Communication and Language) ซึ่งพอเด็กมีความมั่นใจ สามารถสื่อสารและมีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง เขาก็จะไปเรียนเรื่องเฉพาะอย่างเรื่องภาษา ตัวเลข วิทยาศาสตร์ และศิลปะได้

คุณครูผู้เป็นต้นแบบของ life long learner

ที่เรนทรีมีคุณครูชาวต่างชาติที่จบปริญญาตรี และปริญญาโทด้านการศึกษามาโดยเฉพาะ และคุณครูส่วนมากยังจบด้านการสอนปฐมวัย หรือเด็กเล็กโดยตรง ทำให้มีความสามารถในการสังเกตพัฒนาการของเด็กได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังเน้นการพัฒนาศักยภาพครู มีการเทรนนิ่งครูอยู่เสมอ เพราะคุณครูก็ต้องเป็น life long learner—ทุกคนต้องพัฒนาตัวเองและมีการเรียนรู้ที่ไม่จบ

ภาษาที่ค่อยๆ เข้ามาอย่างแทรกซึม

โดยอัตราส่วนระหว่างครูกับเด็ก ในห้องเนิร์สเซอรี่ 1 จะรับเด็กประมาณ 12 คน โดยมีทั้งครูประจำชั้น ครูผู้ช่วย ครูพี่เลี้ยง และครูประจำวิชา รวมแล้วประมาณ 5 คน ขณะที่เนิร์สเซอรี่ 2 จะรับเด็กประมาณ 15 คน ต่อครู 3 คน และปีหน้าก็จะมีเด็กๆ ชั้นอนุบาลตามมา

ที่เห็นว่าจำนวนคุณครูต่อเด็กๆ ในห้องค่อนข้างเยอะ เพราะที่นี่อยากให้คุณครูมีเวลากับเด็กได้ทั่วถึง และทุกสัปดาห์จะมีการอัปโหลดรูปน้องๆ ผ่านแอปพลิเคชั่นของโรงเรียนให้ผู้ปกครองดูกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ

ส่วนการเรียนการสอนประจำวัน จะใช้ภาษาอังกฤษจากคุณครูชาวต่างชาติ เพราะเรนทรีเชื่อว่า การเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ every day language เหมือนพ่อแม่พูดกับลูก และที่โรงเรียนจะไม่ได้ทำการสอนภาษาจีนโดยตรง แต่ทุกวันจะมีคุณครูชาวจีนเข้าไปเล่น หรือร้องเพลงเป็นภาษาจีนกับเด็กๆ วันละประมาณ 30 นาที เพื่อให้เด็กๆ ไม่ตกใจและค่อยๆ ชอบภาษาจีนก่อนที่จะซึมซับมันไปในที่สุด

แต่แม้จะเป็นโรงเรียนนานาชาติ ก็ยังคงมีการสอนภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย แม้แต่เด็กต่างชาติในโรงเรียน ก็ยังต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจถึงประเทศที่อยู่ของตัวเอง

อาหารนานาชาติที่เสิร์ฟมาในเบนโตะบ็อกซ์สุดคิวต์

นอกจากเรื่องหลักสูตรการเรียน และสภาพแวดล้อมที่โดดเด่น เรื่องปากท้องของเด็กๆ ก็ไม่แพ้กัน อาหารที่เรนทรีจึงมีนักโภชนาการดูแลอย่างดี ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี เนื้อสัตว์และไข่ที่ปราศจากสารพิษและฮอร์โมน ผักจากโครงการหลวง และยังมีข้าวกล้อง non-toxic จากคุณกรณ์ จาติกวิณิช เด็กๆ จึงได้เติมพลังกันด้วยอาหารสุดคลีน ที่ปรุงกันภายในครัว Secret Garden ซึ่งอยู่ข้างๆ กัน

แต่ละวัน เด็กๆ ก็จะได้กิน International Cuisine มีทั้งอาหารไทย เช่น ไข่พะโล้ หรือบางวันอาจจะเป็นสปาเกตตี ข้าวหน้าไก่เทริยากิ ที่เสิร์ฟมาแบบเบนโตะบ็อกซ์ และมีการดูแลอาหารสำหรับเด็กที่แพ้อาหารแต่ละประเภทเป็นอย่างดี

เติบโตอย่างหลากหลายใต้ต้นเรนทรี

จุดมุ่งหมายสำคัญของโรงเรียน คือการเน้นเรื่องการปลูกฝังเด็กดี (Good Global Citizen) ซึ่งเป็นจุดที่อินสไปร์ให้คุณทิพและคุณใหม่ ตั้งใจสร้างโรงเรียนเพื่อเด็กเล็กโดยเฉพาะ

“การเรียนในช่วงก่อนวัยเรียน คือการเรียนรู้อยู่ร่วมกัน รู้จักการแชร์กัน ซึ่งการอยู่ในสังคมนั้นเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนคนอื่นด้วย” คุณทิพพูดถึงเป้าหมายที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของเรนทรี คือการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ความหลากหลาย แม้แต่การรับนักเรียนเข้าเรียน ก็ยังต้องคัดเลือกให้หลากหลาย เช่น สัดส่วนนักเรียนชายและหญิง อาชีพพ่อแม่ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ความหลากหลายจากเพื่อนๆ รอบตัว และสอนให้เขาอยู่ร่วมในความแตกต่าง เคารพสิทธิของผู้อื่น และรู้จักสิทธิของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่ตอนนี้จนถึงอนาคต

Raintree International School
รับนักเรียนตั้งแต่อายุ 1.5-5 ปี
ค่าเทอมเริ่มต้นที่ปีละ 350,000 บาท
ที่อยู่: 126 ถนนนางลิ้นจี่ ทุ่งมหาเมฆ สาทร กรุงเทพฯ 10120
ติดต่อ: 063-230-8000 (สำหรับผู้ปกครอง)
062-287-0667-8 (ติดต่อโรงเรียน)
Facebook: Raintree International School

กำลังเรียน ป.โท เกี่ยวกับเด็ก ในสาขาที่ชื่อยาวมากสาขาหนึ่ง ชอบถ่ายรูปเป็นนิสัย และชอบไปเที่ยวในที่ที่มีดอกไม้เป็นพิเศษ มีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นแมวและกระต่ายอย่างละตัว

RELATED POST