READING

โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ: โรงเรียนที่พาเด็กเข้าใ...

โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ: โรงเรียนที่พาเด็กเข้าใกล้ธรรมะและธรรมชาติ

โรงเรียนที่จะพาเด็กๆ ไปเรียนรู้ไกลถึงเขาใหญ่ ตรงดิ่งเข้าป่าไปในอุทยานแห่งชาติ ดูนก ดูต้นไม้ ส่องแมลง ใช้ชีวิตในธรรมชาติกันนานถึงสี่คืนห้าวัน และไฮไลต์กว่านั้นคือกิจกรรมเดินป่าที่ผู้ใหญ่เดินแล้วยังหอบแฮ่ก

ค่ายสุนทรียภาพในธรรมชาติ—ค่ายประจำปีของโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิในเดือนตุลาคมที่จะพาเด็กๆ อนุบาลสามไปลงมือกับภาคปฏิบัติหลังจากที่เรียนภาคทฤษฎีมาตลอดปี ซึ่งไม่ได้เป็นภาคบังคับ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ไว้วางใจให้คุณครูพาเด็กไป

“เราจะได้เห็นตอนที่เขาอยู่กับครูโดยไม่มีพ่อแม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าทักษะชีวิตเขาเป็นยังไง เขาช่วยเหลือตัวเองได้ไหม และทุกวิชาที่เด็กเคยฝึก ไม่ว่าจะเป็นฐานกาย เดิน มุด ลอด กลิ้ง ปีน ป่าย หรือทักษะชีวิต เขาจะได้ใช้ทั้งหมดที่นี่” ครูอ๊อบ—สโลพร ตรีพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการและเจ้าของโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ เล่าถึงค่ายที่น่าสนุกให้เราฟัง

ในป่านอกจากเด็กๆ จะได้ส่องแว่นขยายดูลวดลายและสีสันของแมลง ใช้กล้องส่องทางไกลดูนกพร้อมกับเปิดหนังสือดูนกไปด้วย สังเกตจดจำพืชพรรณในป่าตลอดสองข้างทาง และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะในสมุดตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงความสนุกที่เขาได้ เพราะการเข้าป่าไม่ใช่แค่เดินดุ่มๆ เข้าไป

ก่อนจะเข้าป่า เด็กๆ ต้องเรียนรู้ว่าจะทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง ซึ่งการเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เป็นหนึ่งในแนวคิดของโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิแห่งนี้

บางเส้นทางเด็กต้องเดินไกลถึงสามชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ทางราบ บางทีก็ต้องปีนป่าย บางครั้งก็เป็นทางชัน เดินป่าอยู่ๆ ฝนตกลงมาก็มี เจอห้วยก็ต้องกระโดดข้ามไป ไม่ใช่แค่เด็กที่ได้เรียนรู้ ครูก็ได้เรียนรู้เหมือนกัน ว่าเด็กๆ มีความอึดมากกว่าที่คิดเยอะ และเขามักจะสนุกกับมัน ไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรค

“เราหวังว่าเด็กจะรู้สึกว่าตัวเขาเล็ก
มนุษย์เป็นเพียงผู้มาเยือนแล้วก็จากไป
เพราะฉะนั้นเราควรนอบน้อมต่อธรรมชาติ”

แค่ฟังแนวคิดของโรงเรียนผ่านคำบอกเล่าของคุณครูอ๊อบ ก็พอจะทำให้เราเห็นภาพแล้วว่า โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิเป็นโรงเรียนที่ทำให้เด็กๆ รู้จักและเข้าใจธรรมชาติ และมีทั้งแรงกายและแรงใจที่จะกระโดดข้ามอุปสรรคด้วยตัวเองไปให้ได้

โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิก่อตั้งในปี 2543 โดยคุณครูอ๊อบที่ตั้งใจจริงถึงกับไปเรียนหลักสูตร early childhood มาจากต่างประเทศ และกลับมาศึกษาดูงานโรงเรียนทางเลือกอื่นๆ และได้ศึกษาการสอนของท่าน ป. ปยุตฺโต ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวบุคคล เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจการศึกษาแนววิถีพุทธ

“วิถีพุทธคือสิ่งเดียวกับวิถีธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าเด็กจะต้องมาเดินจงกรมหรือยกมือเจริญสติทั้งวัน แต่เป็นการศึกษาความจริงเป็นตัวตั้ง เป็นเรื่องของชีวิต สิ่งที่เด็กเรียนรู้คือเรียนเรื่องข้างนอกเพื่อมาพัฒนาข้างในของตัวเอง”

โรงเรียนวิถีพุทธที่ศาสนาไหนก็เรียนได้

ขึ้นชื่อว่าโรงเรียนวิถีพุทธ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนจะนับถือศาสนาอื่นไม่ได้ อย่างที่คุณครูอ๊อบบอกกับเราว่า “พุทธคือพุทธะ หมายถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป้าหมายคือการพ้นทุกข์ ซึ่งจะอยู่ศาสนาไหนก็เข้าถึงสภาวะนั้นได้หมด และที่นี่ก็หลากหลายมาก มีทั้งเด็กและครูที่อยู่ต่างศาสนากัน”

โรงเรียนไม่ได้เน้นเรื่องพิธีกรรมมาก แต่ก็มีการทำให้จิตใจสงบและเรียนรู้ที่จะซึมซับหรือเป็นผู้ให้ เช่น ตักบาตร สวดมนต์ หรือการเจริญสติด้วยการแบมือกำมือ เคาะจังหวะ หรือการเรียนมิวสิกมูฟเมนต์เพื่อให้มีสติ ดังนั้นจะนับถือศาสนาอะไรก็ทำได้

อีกส่วนที่เน้นคือหลักสูตรไตรสิกขา วางโครงสร้างเป็นสามส่วน พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา สมมติว่าเด็กกำลังปั้นดิน ครูก็ต้องสอนว่าเขาสัมพันธ์กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ยังไง แล้วไปเกี่ยวกับเพื่อนคนอื่นไหม ปั้นแล้วไปปาเพื่อนหรือเปล่า แล้วเขารู้สึกกับสิ่งนั้นยังไง รู้สึกถึงความมุ่งมั่น อดทน สนุกกับมันไหม ด้านปัญญา เขารู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไร ไปเพื่ออะไร

เด็กๆ ในวิชามิวสิคมูฟเมนต์

Active Learning & ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

เด็กๆ จะได้สร้างองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง ครูจะไม่ได้เป็นแค่ผู้สอน แต่เป็นผู้เซตสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ไปทดลองเล่น แล้วเกิดเป็นความรู้ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากหลักพุทธที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องสร้างองค์ความรู้เอง พิสูจน์ด้วยตัวเอง ต้องเรียนรู้จากตัวเอง หรือที่เรียกว่า ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ เห็นได้จากการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง

ห้องเรียนพ่อแม่

คนเราจะเติบโตได้ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งครูและพ่อแม่เป็นคนที่ใกล้ชิดเด็กๆ ที่สุด จึงเป็นต้นแบบที่ชัดเจนที่สุด ที่โรงเรียนจึงมีสารพัดกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พัฒนาตัวเอง เช่น การฝึกสติที่ช่วยให้พ่อแม่ทันอารมณ์และรู้สึกตัวเองมากขึ้น หรือ กิจกรรมล้อมวงจับเข่าเล่าเรื่องลูก เป็นเวทีเล็กๆ ที่เอื้อให้พ่อแม่มาพูดคุยแชร์กันได้เมื่อมีปัญหา นอกจากนี้คุณครูประจำชั้นยังคุยรายบุคคลกับคุณพ่อคุณแม่ เรื่องพัฒนาการของลูกๆ ทุกสองเดือน

และยังมีกิจกรรมที่เด็กๆ จะได้โชว์สิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาทั้งเทอมในงานภูมิผลิใบ และกิจกรรมการบ้านครอบครัว ออกแบบการบ้านที่ให้พ่อแม่ทำการบ้านไปพร้อมกับลูกๆ ได้

ห้องเรียนของเด็กๆ

จะเรียนทั้งทีต้องเรียนจากของจริง

การเรียนรู้ของเด็กๆ ย่อมไม่ได้เกิดจากในห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น เด็กๆ ที่นี่เน้นการเรียนรู้จากของจริงเป็นตัวตั้ง เช่น เรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวจากชาวนา เรียนรู้งานศิลปะของศิลปินพิการจากผู้พิการจริงๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตจริงๆ ด้วยการพาเด็กๆ ออกไปในชุมชนต่างๆ เพื่อสำรวจอาชีพในชุมชน อย่างเดินตลาดคุยกับแม่ค้าและแอดวานซ์ไปถึงพาไปดูอาจารย์ใหญ่ที่ศิริราช

นอกจากพาไปหาความรู้นอกโรงเรียนแล้ว บางครั้งยังมีการเชิญพ่อแม่และผู้ปกครองที่มีองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ เข้ามาช่วยแชร์ประสบการณ์กันอย่างสนุกสนาน

ทำไมผู้ปกครองถึงเลือกโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ

โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิเน้นความสมดุลของเด็กทั้งด้านร่างกาย จิตใจ กระบวนความคิด เด็กๆ ต้องร่าเริงสดใสสมวัย เน้นธรรมชาติและเรียนรู้ด้วยวิถีธรรมชาติ และเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ มีวินัย และช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองเทใจให้ลูกๆ มาเรียนที่นี่กัน

9
โรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ
ระดับชั้นที่เปิดสอน
– เตรียมอนุบาล
– อนุบาล 1-3
ค่าธรรมเนียมการเรียน ภาคเรียนละ 48,500 บาท (1 ปีการศึกษา มี 2 ภาคเรียน)
ยังไม่รวมค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าชุดนักเรียน และค่าชุดพละ
ที่อยู่: 13/4 ม.7 ถนนศาลาธรรมสพน์ 42 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ
ติดต่อ: 02-889-6941
เว็บไซต์: https://www.baanploypoom.net/

กำลังเรียน ป.โท เกี่ยวกับเด็ก ในสาขาที่ชื่อยาวมากสาขาหนึ่ง ชอบถ่ายรูปเป็นนิสัย และชอบไปเที่ยวในที่ที่มีดอกไม้เป็นพิเศษ มีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นแมวและกระต่ายอย่างละตัว

RELATED POST