ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของ Children’s Picture Book Festival 2568 บ่ายวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม M.O.M ได้มีโอกาสแวะไปนั่งฟังหนึ่งในวงเสวนาที่ใช้ชื่อง่ายๆ ว่า ‘นิทานเพื่อเข้าใจเด็กพิเศษ’
นิทานถูกหยิบมาพูดถึงในวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือสอนเด็กหรือให้เด็กเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่เป็นเรื่องเล่าและสื่อกลางที่ช่วยพาเด็กเปิดโลก ได้เห็นผู้คนและประสบการณ์ที่หลากหลาย และเรียนรู้ว่าความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ผ่านเรื่องเล่าที่แสนน่ารักและอ่อนโยน

ในช่วงต้นของวงสนทนา ครูไผ่—นัฎฐาพร แสนจิตต์ คุณครูจากโครงการส่งเสริมพัฒนาการเฉพาะบุคคล IEP เปิดประเด็นด้วยมุมมองที่ชวนฟังอย่างมากว่า แท้จริงแล้วคนเราทุกคนล้วนมีความพิเศษในตัวเอง และเมื่อพูดถึงเด็กพิเศษ เธอกลับรู้สึกว่าเด็กกลุ่มนี้น่ารักเป็นพิเศษ ความน่ารักที่เกิดจากความจริงใจ วิธีมองโลกที่ต่างออกไป และการเป็นตัวเองอย่างไม่ซับซ้อน มุมมองนี้กลายเป็นฐานสำคัญของการใช้นิทานเป็นสื่อ เพราะหากเราเริ่มจากการยอมรับว่าทุกคนมีคุณค่า หนังสือก็จะไม่ถูกใช้เพื่อแก้ไขหรือทำให้ใครเหมือนใคร แต่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เป็นตัวเอง
ครูไผ่เล่าต่อถึงบทบาทของหนังสือภาพในการช่วยเด็กเปิดโลก หนังสือช่วยพาเด็กไปเห็นผู้คน วิถีชีวิต และสถานการณ์ที่เขาอาจไม่เคยพบมาก่อน ทำให้เด็กได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่นอกประสบการณ์ตรงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญคือเมื่อมีหนังสือนิทานเป็นตัวกลาง ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดหรือคำสอนมากนัก เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ผ่านภาพ เรื่องราว และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง หนังสือจึงช่วยให้เด็กทำความเข้าใจความแตกต่างอย่างเป็นธรรมชาติ

ในอีกมุมหนึ่ง มู—ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ บรรณาธิการและเจ้าของสำนักพิมพ์ขวัญเจ้าเอย และหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินต้นฉบับนิทาน โครงการประกวดนิทานจินตนาการเพื่อเข้าใจเด็กพิเศษ ชวนมองภาพจริงของวงการหนังสือภาพไทย โดยเฉพาะหนังสือที่มีเนื้อหาเฉพาะหรือพูดถึงความหลากหลาย หนังสือประเภทนี้อาจไม่ใช่หนังสือที่ขายง่ายหรือเป็นกระแสหลัก เรื่องราวของเด็กบางกลุ่มอาจไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อยนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญ หนังสือจึงกลายเป็นเหมือนการชวนกันจับมือ เดินไปด้วยกันอย่างไม่เร่ง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเป็นพื้นที่เล็กๆ ให้เรื่องเล่าของทุกคนได้มีที่ทางของตัวเอง

ด้านมุมมองทางอารมณ์ ผศ.พญ. แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ กุมารแพทย์พัฒนาการเด็ก จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พูดถึงหนังสือภาพในฐานะพื้นที่ปลอดภัยทางใจ หนังสือบางเล่มไม่ได้มีหน้าที่สอนโดยตรง แต่ทำหน้าที่เหมือนอ้อมกอด ช่วยให้เด็กได้เห็นวิธีอยู่ร่วมกับเพื่อนที่มีความแตกต่าง เรียนรู้การเล่น การเข้าใจผู้อื่น และการยอมรับกัน ผ่านเรื่องเล่าที่ไม่ตัดสินและไม่เร่งรัด

เมื่อบทสนทนาเดินมาถึงคำถามว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ผศ.พญ. แก้วตาอธิบายว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งกับช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนอนุบาล เพราะเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้เด็กเริ่มเข้าใจความพิเศษของเพื่อนรอบตัว

ขณะที่ครูไผ่มองว่า หนังสือสามารถอยู่ได้ทุกที่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหาคือคนนำไปใช้ วิธีที่ผู้ใหญ่นำหนังสือไปอ่าน วิธีการชวนเด็กสนทนา และท่าทีที่เปิดรับ ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าหนังสือเล่มนั้นจะส่งพลังไปถึงเด็กได้มากน้อยแค่ไหน

ท้ายที่สุด บ.ก. มู ทิ้งแนวคิดที่ชวนคิดไว้ว่า การนำหนังสือสู่เด็กเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้ไม่ยาก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะนำเด็กสู่หนังสือได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หนังสือไม่ใช่เพียงสิ่งที่ถูกยื่นให้ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กอยากเข้าไปอยู่ อยากเปิดซ้ำ และอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง



ถึงแม้งาน Children’s Picture Book Festival 2025 จะจบลงในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์และเข้าฟังเสวนาหลากหลายหัวข้อที่ทางงานจัดขึ้น พวกเราคิดว่าเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ หรือใครก็ตามที่ไปร่วมงานก็คงจะได้รับประสบการณ์และแรงบันดาลใจดีๆ กลับบ้านไปด้วยอย่างแน่นอน
และทุกครั้งที่หยิบหนังสือภาพขึ้นมาเปิดดู ก็คงแอบคิดว่าเมื่อไหร่งานของปีหน้าจะมาถึง

COMMENTS ARE OFF THIS POST