THIS 2018, WHAT CHILDREN WANT?

ผลสำรวจอาชีพในฝันจาก Adecco Thailand เกี่ยวกับ ‘อาชีพในฝันของเด็กไทย’ ประจำปี 2560

ผลสำรวจ ‘อาชีพในฝันของเด็กไทย’ ปี 2561

อันดับหนึ่ง ‘ครู’

เพราะอยากถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ปลูกฝังให้เด็กไทยเป็นคนเก่งและคนดี และเป็นอาชีพที่สุจริตและมั่นคง

อันดับสอง ‘แพทย์’

ในปีนี้น้องๆ อยากเป็นแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น เช่น แพทย์ทางด้านสมอง แพทย์ทหาร และแพทย์ผิวหนัง

อันดับสาม ‘นักกีฬา’

โดยส่วนใหญ่อยากเป็น ‘นักฟุตบอล’ เพราะเป็นกีฬาที่น้องๆ ชื่นชอบ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง มีค่าตอบแทนที่ดี และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้

เทรนด์อาชีพใหม่มาแรงที่เด็กไทยสนใจ

1. เกมเมอร์ / นักแคสต์เกม

เพราะอยากใช้ความชอบในการเล่นเกมมาประกอบอาชีพ สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

2. นักธุรกิจและผู้ประกอบการ

เพราะต้องการอิสระในการทำงาน บางส่วนต้องการสืบทอดกิจการของครอบครัว

3. เชฟ

อีกหนึ่งอาชีพที่มาแรงในปีนี้ โดยน้องๆ ให้เหตุผลว่าอยากเป็นเชฟ เพราะอยากทำอาหารอร่อยๆ ให้คนที่ทานมีความสุข

อาชีพสุดเท่ในสายตาเด็กไทย

อันดับหนึ่ง ‘ทหาร’

อันดับสอง ‘ตำรวจ’

อันดับสาม ‘นักกีฬา’

อันดับสี่ ‘ศิลปิน / ดารา’

อันดับห้า ‘แพทย์’

เพราะทหารและตำรวจเป็นอาชีพที่ได้ปกป้องและคุ้มครองประเทศ ได้รับใช้ประชาชน และประเทศชาติ เช่นเดียวกับอาชีพนักกีฬา ที่เปิดโอกาสให้รับใช้ทีมชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ จึงถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เท่ในความคิดของเด็กไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ ‘ครู’ จะเป็นอาชีพในฝันของเด็กอันดับต้นๆ แต่กลับไม่ใช่อาชีพที่เท่สำหรับเด็กไทย

เด็กไทยเลือกอาชีพในฝันจาก

  1. ได้ทำในสิ่งที่ชอบ
  2. ได้ช่วยเหลือผู้อื่น
  3. รายได้ดี

เงินเดือนที่เด็กๆ ต้องการ

ส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000-30,000 บาท

โดยเงินเดือนสูงสุดที่เด็กไทยอยากได้คือ มากกว่า 100,000,000 บาท

จากการวิเคราะห์พบว่า อาชีพในฝันที่เด็กๆ คิดว่าจะได้เงินเดือนสูง คืออาชีพนักกีฬา เพราะนักกีฬาที่มีชื่อเสียงก็จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงตามมาด้วย

เด็กๆ จะนำเงินเดือนที่ได้ไปทำอะไร

‘เลี้ยงดูครอบครัว และตัวเอง’

ในขณะที่น้องๆ บางกลุ่มคิดว่า หากได้ทำอาชีพที่ชอบแล้ว จะได้รับเงินเดือนเท่าไรก็ได้ ขอแค่เพียงพอกับการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัว เพราะการได้ทำสิ่งที่ชอบนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทางใจที่สุดแล้ว

เด็กๆ อยากทำอะไรหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี

อันดับหนึ่ง ‘พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า’

อันดับสอง ‘ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ขาดโอกาสในกลุ่มต่างๆ’

เช่น คนยากจน คนพิการ คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และผู้ประสบภัยต่างๆ

ซึ่งประเด็นเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและการทุจริต คอร์รัปชัน ก็เป็นประเด็นที่เด็กๆ ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

ไอดอลในดวงใจของเด็กไทย

อันดับหนึ่ง ‘พ่อแม่’

เพราะเป็นผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิด คอยสั่งสอนและเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังแก้ปัญหาและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ อยู่เสมอ จึงเป็นฮีโร่ของน้องๆ ในทุกๆ ด้าน

อันดับสอง ‘พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช’

พระองค์ทรงอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพสกนิกร ชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในการจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

อันดับสาม ‘ศิลปินจากแดนกิมจิ วง GOT7’

เป็นกลุ่มศิลปินที่มีความสามารถ ทั้งการร้องและการเต้น และมีสมาชิกในวงที่เป็นคนไทย คือแบมแบม กันต์พิมุก อีกด้วย

อันดับสี่ ‘นักแคสต์เกม พี่แป้ง zbing z.’

เด็กๆ มองว่าพี่แป้งเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ทั้งความสนุกสนานและความรู้

อันดับห้า ‘ตูน บอดี้สแลม’

เด็กๆ ไม่เพียงชื่นชอบในผลงานเพลงเท่านั้น แต่ยังชื่นชมถึงความเสียสละ อดทน และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ในการวิ่งระดมทุนซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายของเด็กๆ อีกด้วย

วิชาที่เด็กๆ ชื่นชอบมากที่สุด

อันดับหนึ่ง ‘คณิตศาสตร์’

อันดับสอง ‘พลศึกษา’

อันดับสาม ‘ภาษาไทย’

อันดับสี่ ‘ภาษาอังกฤษ’

อันดับห้า ‘วิทยาศาสตร์’

วิชาที่เด็กๆ อยากให้โรงเรียนสอนเพิ่มมากที่สุด

อันดับหนึ่ง ‘ว่ายน้ำ’

อันดับสอง ‘ภาษาจีน’

อันดับสาม ‘พลศึกษาที่เน้นกีฬาเฉพาะด้าน’ เช่น ฟุตบอล เทควันโด วอลเลย์บอล

อันดับสี่ ‘ภาษาอังกฤษ’

อันดับห้า ‘วิชาอิสระ’ ที่ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมที่สนใจ เพราะเห็นว่าควรลดเวลาเรียนหนังสือ และเพิ่มเวลาเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่สนุกที่สุดของเด็กๆ ในวันหยุดคือ

อันดับหนึ่ง ‘การเล่น’ มีคะแนนที่สูงมากถึง 19.71% เมื่อเปรียบเทียบกับการเล่นอื่นๆ รวมกัน คือเล่นโทรศัพท์ เล่นกับเพื่อน และเล่นฟุตบอล ที่มีคะแนนรวมกันไม่ถึง 10%

อันดับสอง ‘การไปเที่ยว’

อันดับสาม ‘ดูทีวี’

อันดับสี่ ‘ฟังเพลง’

อันดับห้า ‘อ่านหนังสือ’

การดูวิดีโอในยูทูบของเด็กไทย

พบว่าเด็กๆ มากกว่า 94% ดูยูทูบ โดยรายการที่ได้รับความนิยมมีดังนี้

อันดับหนึ่ง ‘รายการเพลง’ ทั้งเพลงไทย และเพลง K-Pop

อันดับสอง ‘เกม’

อันดับสาม ‘การ์ตูน’

อันดับสี่ ‘รายการบันเทิง’

อันดับห้า ‘รายการทำอาหาร’  

นอกจากนั้นยังมีน้องๆ บางกลุ่มใช้เวลาในการดูยูทูบ เพื่อเป็นแหล่งในการหาความรู้ที่สนใจ เช่น น้องที่อยากเป็นเชฟจะสนใจดูรายการสอนทำอาหาร หรือน้องที่อยากเป็นพยาบาล ก็จะเลือกดูคลิปเกี่ยวกับการสอนการปฐมพยาบาล เป็นต้น

ประเทศที่เด็กๆ อยากไปอยู่มากที่สุดในโลก รองจากประเทศไทย

อันดับหนึ่ง ‘ญี่ปุ่น’

อันดับสอง ‘เกาหลีใต้’

อันดับสาม ‘อังกฤษ’

อันดับสี่ ‘สหรัฐอเมริกา’

อันดับห้า ‘จีน’

ผลสำรวจทั้งหมดนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์โลกในปัจจุบัน ที่คนรุ่นใหม่มีความตื่นตัว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมมากขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่า ไม่เพียงที่คนรุ่นใหม่จะสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้สังคมเท่านั้น แต่พวกเขายังสนใจที่จะทำงานในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย

ดังนั้น หากองค์กรต้องการที่จะดึงดูดคนดี และคนเก่งเข้ามาทำงาน ก็จำเป็นที่จะต้องปรับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยหันมาทำธุรกิจที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการสร้างคุณค่าทางสังคม หรือที่เรียกว่า create shared value เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ยังช่วยเปิดโลกให้เด็กๆ ได้รู้จักอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่ที่งานประจำเท่านั้น จากผลสำรวจ เด็กไทยจำนวนมากอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ บางส่วนอยากทำอาชีพอิสระ เช่น นักเขียน นักแคสต์เกม ช่างแต่งหน้า เป็นต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการจ้างงานในอนาคต ที่ระบบเศรษฐกิจแบบ Gig Economy จะเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

งานวิจัยที่ Adecco ได้ร่วมมือกับ LinkedIn เมื่อปีที่ผ่านมา ก็พบข้อมูลที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่าคนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่ดีต่องานอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ เนื่องจากสามารถสร้างเส้นทางอาชีพและไลฟ์สไตล์ที่ลงตัว และสามารถเป็นเจ้านายตัวเอง

ดังนั้น ในแง่การเรียนการสอน สถาบันการศึกษาจึงควรปลูกฝังให้นักเรียนและนักศึกษา มีความคิดแบบผู้ประกอบการ เน้นเรียนรู้ทักษะแก้ไขปัญหา ทักษะทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง มากกว่าการเรียนแบบท่องจำ เพื่อรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป

อ้างอิง
Adecco

สาวยุค 90's ลูกครึ่งจีนฮ่องกง feat. เชียงใหม่ ที่พูดฮ่องกงไม่ได้ อู้กำเมืองบ่จ้าง ติดนิยาย รักการจดบันทึกและการกินเหนือทุกสิ่งอย่าง มีลูกสาวเป็นหมาอ้วนสีเหลืองอ่อน

RELATED POST