READING

ทำไมเด็กอยุธยาแต่งตัวและทำผมทรงนั้นกันละเจ้าคะ?!...

ทำไมเด็กอยุธยาแต่งตัวและทำผมทรงนั้นกันละเจ้าคะ?!

เปิดตัวมาก็ค่อนเรื่องแล้วกับละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่จุดประกายให้ประเด็นมากมาย ตั้งแต่คราที่แม่การะเกดเปรี้ยวปากอยากกินกุ้งเผา จนเด็กๆ ในบ้านต้องช่วยกันมาตกกุ้ง และอีกเพลาก็ต้องวิ่งวุ่นช่วยแม่นายเตรียมของมาใส่เครื่องกรองน้ำ… ชวนให้เราสงสัยว่า เพราะอะไรเด็กบางคนจึงไม่ใส่เสื้อผ้า นุ่งแค่โจงกระเบน บางคนไว้ผมจุก ในขณะที่เด็กหญิงบางคนก็ไม่มีพวงมาลาประดับเหนือศีรษะ ทำไมกันนะ…

 

เราเลยมีเกร็ดสนุกๆ เรื่อ​งเครื่องประดับแลทรงผมของเด็กน้อยแห่งกรุงศรีอยุธยา​มานำเสนอ เผื่อว่าหน้าร้อนนี้จะย้อนเวลาไปแต่งตัว และไว้ทรงผมให้อินเทรนด์บ้างจะเป็นกระไร

1. เครื่องประดับ

Ayutthaya_Hair_11

เครื่องประดับสำหรับเด็กในสมัยโบราณ จะมีลักษณะคล้ายกับของผู้ใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า และมักมีลูกกระพรวนหรือกระพรวนโลหะขนาดเล็กห้อยให้มีเสียงดัง จะได้รู้ว่าเด็กคลานหรือวิ่งเล่นอยู่ที่ใด ซึ่งบางชิ้น นอกจากสวมใส่เพื่อความงดงามแล้ว ยังแฝงด้วยความเชื่อในสิ่งลี้ลับ และการป้องกันภัยจากพลังเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นด้วย เช่น จับปิ้งหรือตะปิ้ง ที่เชื่อกันว่าป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้

โดยชาวอยุธยานิยมผูกจับปิ้ง—เครื่องปิดของลับของเด็กหญิง ให้เด็กๆ ซึ่งทำจากหลากหลายวัสดุขึ้นอยู่กับฐานะ แต่มักทำด้วยโลหะที่ไม่ขึ้นสนิม นอกจากใช้ปกปิดร่างกายแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของคนในอดีต ที่ใช้เบี่ยงเบนความสนใจของผู้พบเห็น ไม่ให้ไปสนใจกับอวัยวะเพศมาก และเป็นการปลูกฝังว่าอวัยวะเพศเป็นของสงวน

โดยจับปิ้งสำหรับบุตรหลานเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่มักทำด้วยทองคำ ส่วนของเด็กทั่วไปมักทำด้วยเงินและนาก ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะใช้จับปิ้งจากกะลามะพร้าว ญาติผู้ใหญ่จะผูกจับปิ้งให้ลูกหลานหลังโกนผมไฟ—การโกนผมให้เด็กอ่อน จนกระทั่งอายุประมาณ 10-12 ปี หรือกระทั่งโกนจุกจึงเลิกใช้จับปิ้ง และเปลี่ยนไปนุ่งห่มเสื้อผ้าตามฐานะ

 

นอกจากนี้ ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางหรือพ่อค้าทั่วไป เด็กๆ อาจมีเครื่องประดับอื่นๆ ตกแต่งร่างกาย อย่างธรรมดาที่สุดก็คือสร้อยข้อมือและกำไลมือทองคำ แต่หากเป็นชนชั้นเจ้านาย ก็จะมีเพชรพลอยและแหวนแพรวพราว ซึ่งจะใส่ถึงอายุ 6-7 ขวบเท่านั้น

และเครื่องประดับที่สะดุดตาอีกชิ้นก็คือ รัดเกล้าพวงมาลัยงดงาม หรือรัดเกล้าทองคำที่ใช้สวมครอบจุกตามแต่ฐานะของแต่ละคนนั่นเอง

2. ทรงผม

Ayutthaya_Hair_22

เหตุผลหนึ่งที่เด็กสมัยอยุธยาต้องไว้ผมทรงต่างๆ ที่แสนสั้นนั้น เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน หากให้เด็กซุกซนไว้ผมยาวก็คงไม่สะดวก ดูแลรักษาความสะอาดยาก

แต่กะโหลกศีรษะหรือกระหม่อมของเด็กๆ ที่ชาวไทยสมัยก่อนเรียกกันว่า ขวัญ ยังบอบบาง หากสังเกตจะเห็นว่าบริเวณขวัญของเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กๆ จะบางจนเห็นเส้นเลือดเต้นตุบๆ ซึ่งคนสมัยก่อนเชื่อกันว่าขวัญหรือชีวิตวิญญาณของคนเราอยู่ที่กระหม่อม ดังนั้น หากไปโกนผมตรงส่วนนั้นออกอาจเป็นอันตรายได้ จึงโกนเฉพาะส่วนอื่นและปล่อยตรงขวัญไว้ และเกล้ามัดขึ้นเป็นจุกเมื่อผมยาวขึ้น กลายเป็นทรงต่างๆ ที่ไว้ได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงนั่นเอง

 

วัยที่เหมาะกับการโกนผมของเด็ก คือช่วงอายุ 11-13 ปี เด็กชายจะโกนราวๆ อายุ 13 ปี เด็กหญิงจะโกนราวๆ อายุ 11 ปี ซึ่งไม่ได้จำกัดอายุตายตัวแต่อย่างใด

ทรงผมต่างๆ ของเด็กในสมัยอยุธยา

 

ผมจุก คือผมที่ขมวดเอาไว้ตรงกระหม่อม คำราชาศัพท์เรียกว่าพระเมาลีหรือพระโมลี เป็นทรงที่ลูกเจ้าขุนมูลนายหรือผู้มีฐานะดีชอบทำ เพราะทำแล้วดูสวยน่ารักดี มีมวยให้เสียบปิ่นทอง เงิน นาก หรือคล้องพวงมาลัยก็ได้

ซึ่งถ้าเป็นลูกชนชั้นแรงงานหรือทาสที่ไม่มีเครื่องประดับมีค่า พ่อแม่ก็จะใช้ผ้ามัดไว้ หรือบางบ้านอาจถักเป็นเปียก่อน แล้วค่อยยกขึ้นไปขมวดบนกระหม่อม ผมจุกจะได้อยู่นาน ไม่หล่นลงมารุงรัง

 

ผมแกละ คือผมที่เก็บไว้เป็นหย่อมหรือเป็นปอยข้างศรีษะ โดยพ่อแม่จะโกนผมลูกออกเหลือไว้เป็นกระจุกที่เรียกว่าแกละ ส่วนจะเหลือกี่แกละนั้นไม่มีใครห้าม แล้วแต่คนโกนว่าจะเมตตาให้น้องเหลือเส้นผมกี่ปอย เด็กบางคนอาจมีสองแกละ สามแกละ หรือสี่แกละด้วยซ้ำไป

 

ผมเปีย คือผมที่ปล่อยยาวให้ห้อยลงมา ผู้ใหญ่มักถักไขว้กันและผูกให้ดูเรียบร้อย ซึ่งผมเปียของเด็กจะต่างจากผมเปียที่สาวๆ ชอบไว้ เพราะเปียของเด็กๆ จะไว้ยาวเฉพาะผมส่วนที่ปล่อยไว้คลุมกระหม่อมเท่านั้น แต่ผมส่วนอื่นๆ บนศีรษะจะโกนจนเกลี้ยง

 

ผมโก๊ะ คือผมที่ไว้เป็นหย่อมหรือมีปอยคล้ายผมแกละ โดยจะโกนให้เหลือผมอยู่แค่กระจุกเดียวตรงขวัญ ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็จับโกนจนล้านเลี่ยนโล่งหมด และผูกผมที่เหลือไว้ง่ายๆ ไม่ให้รุงรัง แต่ก็ไม่ได้ถักเป็นเปีย

3. ผมบ๊อบและรองทรงมาตอนไหน…

Ayutthaya_Hair_33

บทความว่าด้วยเรื่องกฎทรงผมของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีคำตอบสรุปความได้ว่า ประเทศไทยรับทรงผมทรงนักเรียนและเครื่องแบบต่างๆ มาจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นเหาระบาดมาก ประชาชนจึงนิยมตัดผมสั้น

 

ในปี พ.ศ. 2515 กระทรวงศึกษาธิการจึงออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับทรงผมที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน โดยระบุว่า

  1. นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดเครา
  2. นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้น ก็ให้รวบให้เรียบร้อย

จากนั้นในปี พ.ศ. 2518 กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ก็แก้ไขเป็น

  1. นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาว จนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้หนวดไว้เครา
  2. นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้น ก็ให้รวบให้เรียบร้อย

นี่จึงเป็นที่มาของทรงนักเรียนในปัจจุบันนั่นเอง


สาวยุค 90's ลูกครึ่งจีนฮ่องกง feat. เชียงใหม่ ที่พูดฮ่องกงไม่ได้ อู้กำเมืองบ่จ้าง ติดนิยาย รักการจดบันทึกและการกินเหนือทุกสิ่งอย่าง มีลูกสาวเป็นหมาอ้วนสีเหลืองอ่อน

RELATED POST