เพราะเด็กแต่ละคนมีธรรมชาติไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูจึงไม่สามารถใช้สูตรหรือวิธีการเดียวกันทั้งหมดได้ พ่อแม่ยุคใหม่จึงเริ่มหันมาทำความเข้าใจลูกผ่านหลักจิตวิทยาบุคลิกภาพที่เรียกว่า Big Five Personality Traits เพื่อช่วยสนับสนุนให้ลูกได้เติบโตในแบบที่ตัวเองเป็น
Big Five Parenting จึงเป็นแนวทางที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้มองเห็นธรรมชาติของลูกอย่างแท้จริง แล้วใช้ความเข้าใจนี้ในการปรับวิธีเลี้ยงให้เหมาะสมกับบุคลิกเฉพาะตัวของลูกแต่ละคน โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ลูกเป็น
Big Five Personality Traits หรือบางทีก็เรียกกันว่า Five Factor Model เป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยของนักจิตวิทยาหลายคน เช่น Lewis Goldberg, Paul Costa และ Robert McCrae ซึ่งพยายามอธิบายบุคลิกภาพมนุษย์ให้เข้าใจได้ง่ายและครอบคลุมมากที่สุด จึงแบ่งบุคลิกภาพของคนเราออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
1. Openness – การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ การจินตนาการ และความอยากเรียนรู้
2. Conscientiousness – ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และการวางแผน
3. Extraversion – ความชอบเข้าสังคม ความกล้าแสดงออก และความร่าเริง
4. Agreeableness – ความอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจ และความใส่ใจผู้อื่น
5. Neuroticism – ความไวต่ออารมณ์ ความกังวล และอารมณ์ขึ้นลงง่าย
Big Five Parenting กับบุคลิก 5 ด้านของลูก
1. Openness เด็กที่ชอบคิด ชอบค้นหา ช่างสงสัย

หมายถึงเด็กที่มีหัวใจเปิดกว้างต่อโลกกว้าง ชอบจินตนาการ รักการตั้งคำถาม และไม่หยุดแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจและลงมือทำ เช่น การวาดภาพ เล่นบทบาทสมมติ หรือประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุธรรมดาๆ ที่บ้าน ให้เขารู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้
ข้อควรระวัง: เพราะความช่างคิด ช่างจินตนาการ ลูกอาจเสียสมาธิหรือเบื่อง่าย คุณพ่อคุณแม่จึงควรช่วยลูกฝึกโฟกัสทีละอย่าง และจัดลำดับความสำคัญอย่างค่อยเป็นค่อยไป
2. Conscientiousness เด็กที่ระเบียบวินัย ชอบทำอะไรอย่างมีระบบ

เด็กกลุ่มนี้มักเป็นคนที่รับผิดชอบสูง ใส่ใจรายละเอียด ชอบทำตามแผนหรือมีตารางเวลาชัดเจน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรสนับสนุนให้ลูกมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบชีวิต เช่น วางแผนกิจวัตรประจำวัน หรือรับผิดชอบงานเล็กๆ ที่บ้าน
ข้อควรระวัง: ลูกอาจเคร่งเครียดและยึดติดความสมบูรณ์แบบ พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยปลอบใจและเตือนใจว่าลูกไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดเสมอไป
3. Extraversion เด็กที่ชอบเข้าสังคม พลังงานสูง

เด็กประเภทนี้มักชอบการพบปะ พูดคุย กล้าแสดงออก มีพลังงานสูง และรู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อได้อยู่ท่ามกลางผู้คน ดังนั้น ควรให้โอกาสลูกได้เข้าสังคมผ่านกิจกรรมที่ชอบ ก็จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับลูกมากขึ้นได้
ข้อควรระวัง: เด็กที่กล้าพูด กล้าคุย กล้าบอกความต้องการของตัวเอง อาจมีนิสัยใจร้อน เอาแต่ใจ และไม่พอใจเมื่อไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง
4. Agreeableness เด็กที่มีความอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ลูกเป็นเด็กที่มีหัวใจที่อ่อนละมุน เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ รักสงบ และไม่ชอบความขัดแย้ง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมมากขึ้น เช่น กิจกรรมอาสา
ข้อควรระวัง: ความใจดีของลูกอาจทำให้กลายเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงควรสอนให้ลูกรู้จักปฏิเสธผู้อื่นและกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
5. Neuroticism เด็กที่เปราะบางต่ออารมณ์ ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์

เด็ก Neuroticism จะไวต่อความรู้สึก มีอารมณ์แปรปรวนง่าย ร้องไห้ง่าย และต้องการการยืนยันความรักจากคนรอบข้างบ่อยกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ลูกสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างไม่ถูกตัดสิน
ข้อควรระวัง: ไม่ควรกดดันให้ลูกรีบเข้มแข็ง เพราะความเข้มแข็งจะเกิดขึ้นเองจากการที่เขารู้ว่าไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ก็ยังมีคนรักและเข้าใจเสมอ

COMMENTS ARE OFF THIS POST