READING

ลูกใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน จะส่งผลเสียต่อลูกหรือ...

ลูกใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน จะส่งผลเสียต่อลูกหรือไม่ พ่อแม่เอาไงดี?!

ลูกใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน

ในยุคที่ AI กลายเป็นผู้ช่วยและเพื่อนคู่คิดของคนส่วนมาก  ไม่ว่าจะใช้ค้นหาคำตอบเรื่องที่สงสัย สร้างภาพ สร้างวิดีโอได้ตามสั่ง หรือแม้แต่ทำตัวเหมือนคู่หูที่รู้ใจคอยช่วยบริหารจัดการเรื่องส่วนตัว เช่น  วางแผนท่องเที่ยว ปรึกษาปัญหาชีวิต หรือคุยเล่นยามเหงา จึงยากที่จะปฏิเสธว่าเรากำลังมี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแท้จริง

สำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มหาหนทางใช้ AI เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงลูก เช่น ให้ช่วยเล่านิทานก่อนนอน หรือช่วยหาคำตอบมาตอบคำถามเจ้าหนูจำไมประจำบ้าน เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล ทุกวันนี้หลายครอบครัวเริ่มเห็นว่า AI โดยเฉพาะ chatGPT ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนของลูกมากขึ้น เช่น ลูกใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน ช่วยทำรายงาน หรือให้ช่วยสรุปเนื้อหาที่เรียนมาให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความสะดวกนี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกกังวล ว่าการใช้ AI ช่วยทำนั่นทำนี่ตลอดเวลา ลูกจะกลายเป็นคนติดนิสัยพึ่งพาเทคโนโลยีจนทำอะไรเองไม่เป็นหรือเปล่า

งานวิจัยของ Pew Research Center ในปี 2024 ระบุว่า เด็กวัยเรียนกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เคยใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT เพื่อช่วยทำรายงานหรือการบ้าน และมากกว่าครึ่งหนึ่งยอมรับว่าใช้เพราะช่วยประหยัดเวลามากกว่าการค้นคว้าด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกัน คุณครูในหลายประเทศก็เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า การพึ่งพา AI มากเกินไป อาจทำให้เด็กขาดทักษะพื้นฐานด้าน การคิดวิเคราะห์ (critical thinking) และความพยายามในการเรียนรู้ด้วยตนเองลดลง

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการกลับมองอีกแง่มุมหนึ่งว่า การใช้ AI ไม่ได้แปลว่าเด็กจะไม่เรียนรู้ หากคุณพ่อคุณแม่ช่วยให้ลูกใช้ในทางที่ถูกต้อง อาจกลายเป็นโอกาสให้ลูกได้ฝึกคิด ตั้งคำถาม และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ลึกซึ้งกว่าเดิม แล้วในวันที่ ลูกใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรดี

1. ให้ลูกใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวแทน

ChatGPT_web_1

ChatGPT อาจทำให้การบ้านเสร็จไวขึ้นได้จริง แต่สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยให้ลูกมองว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วยในการเรียนรู้ ไม่ใช่คนที่มีคำตอบที่ถูกต้องให้ลูกเสมอ ลองชวนลูกใช้ ChatGPT เพื่อถามและตอบในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เช่น “โจทย์ข้อนี้หมายความว่าอะไร” หรือ “คำนี้แปลว่าอะไร” เมื่อได้คำอธิบายจาก AI แล้ว ลองให้ลูกคิดหรือหาคำตอบในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ AI ช่วย วิธีนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักการคิดหาคำตอบตัวเองก่อน ไม่ใช่แค่การคัดลอกคำตอบมาใช้

2. ชวนลูกตั้งคำถามกลับ

ChatGPT_web_2

มีงานวิจัยจาก SpringerOpen ในปี 2024 ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Educational Technology in Higher Education ศึกษาการใช้ AI ในการเรียนรู้ของเด็ก พบว่า การสอนให้เด็กตั้งคำถามต่อคำตอบของ AI มีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทีมวิจัยอธิบายว่า เด็กจำนวนมากมักเชื่อคำตอบจาก ChatGPT โดยไม่กลั่นกรอง เพราะมองว่า AI รู้ทุกอย่าง แต่หากคุณพ่อคุณแม่ชวนลูกพูดคุยต่อ เช่น ถามว่า “ลูกคิดว่าคำตอบนี้ถูกไหม” หรือ “ถ้าเราถามอีกแบบ แล้วยังได้คำตอบเหมือนเดิม ลูกยังจะเชื่ออยู่ไหม” จะช่วยให้ลูกได้ฝึกตั้งข้อสงสัย วิเคราะห์ และค่อยๆ พัฒนาทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล

3. ใช้เป็นโอกาสสร้างบทสนทนา

ChatGPT_web_3

การใช้ AI ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังกลายเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ร่วมกันได้ ลองชวนลูกถาม ChatGPT ว่า “ทำไมเราต้องนอนให้เพียงพอ” หรือ “ทำไมอาหารที่มีประโยชน์ถึงสำคัญ” แล้วอ่านคำตอบไปพร้อมกัน จากนั้นถามต่อว่าลูกเห็นด้วยไหมหรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมอีกไหม

คำถามเล็กๆ แบบนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น ได้ฝึกสื่อสาร และได้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือการคิดและค้นหาคำตอบไปด้วยกัน

4. สอนให้ลูกแยกแยะ ‘คำตอบ’ กับ ‘ความจริง’

ChatGPT_web_4

AI สามารถสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือได้ แต่ก็อาจผิดพลาดได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนลูกให้รู้จักตรวจสอบข้อมูลเสมอ เช่น ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ เว็บไซต์ หรือถามคุณครู เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าความรู้ที่แท้จริงต้องผ่านการกลั่นกรอง และไม่ใช่ทุกสิ่งที่ AI ตอบมาจะถูกต้องทั้งหมด

 

อ่านบทความ: สอนลูกใช้ AI : จีนบรรจุวิชา AI เข้าหลักสูตรเด็กประถม พ่อแม่ไทยเตรียมตัวยังไงดี?
อ้างอิง
slejournal.springeropen
pewresearch.org
bbc

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

RELATED POST

COMMENTS ARE OFF THIS POST