ปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเด็กยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย และหลายครั้งตัวเลขที่ปรากฏออกมา ก็อาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของความจริงเท่านั้น
มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยสถิติรับเรื่องร้องทุกข์ช่วงวันที่ 5–16 มกราคม 2569 เพียง 12 วัน พบว่ามีผู้เข้าร้องทุกข์แล้วกว่า 245 เคส ในจำนวนนี้เป็นเหยื่อจากการข่มขืนและคุกคามทางเพศถึง 47 ราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ยังมี เด็กถูกล่วงละเมิด และผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อ และอาจมีอีกหลายคนที่ยังไม่กล้าออกมาขอความช่วยเหลือ
เช่นเดียวกันกับสถิติที่เผยแพร่โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพบว่า ในข่าวความรุนแรงทางเพศที่ถูกรวบรวมตลอดหนึ่งปี ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี และ 53.5 เปอร์เซ็นต์เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ยิ่งไปกว่านั้น 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้กระทำเป็นคนใกล้ชิด เช่น คนรู้จัก ญาติ หรือบุคคลในแวดล้อมของเด็ก ซึ่งทำให้เรื่องนี้เป็นภัยที่อาจเกิดขึ้นใกล้ตัวกว่าที่หลายครอบครัวคิด
สถิติเหล่านี้กลับชวนให้ผู้ใหญ่ในสังคมต้องกลับมาทบทวนว่า หลายครั้งการที่ เด็กถูกล่วงละเมิด อาจไม่ได้มาจากคนแปลกหน้าเท่านั้น แต่อาจเกิดจากคนที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุดก็ได้ การพูดคุยเรื่องสิทธิในร่างกาย การเคารพขอบเขต และการสร้างความไว้ใจในครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม การป้องกันลูกจากความรุนแรงทางเพศ อาจไม่ได้เริ่มจากการระวังคนแปลกหน้าเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างความเข้าใจและพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกกล้าพูดเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัยด้วย
1. อันตรายอาจมาในรูปแบบของคนคุ้นเคยที่น่าไว้ใจ

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยสอนลูกให้ระวังหรือไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า แต่ในความเป็นจริง เด็กจำนวนมากกลับถูกละเมิดจากคนรู้จักที่เคยพูดคุย เล่นด้วย หรือแม้แต่เคยได้รับการดูแลจากคนคนนั้นมาก่อน เพราะยิ่งเป็นคนที่เด็กคุ้นเคย เด็กยิ่งอาจไม่รู้สึกว่านั่นคือสถานการณ์อันตราย เพราะความไว้ใจทำให้เด็กไม่ทันตั้งตัว และความคุ้นเคยก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ก็อาจลดระดับความระมัดระวังลงได้ สิ่งที่ควรระวังจึงไม่ใช่แค่คนร้ายหรือคนแปลกหน้าที่เข้ามาเพื่อทำร้ายเด็ก แต่คือคนที่อยู่กับเด็กในที่ที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากกว่า
2. เด็กจำนวนมากไม่กล้าพูดออกมา

สิ่งที่น่ากลัวหลังจากเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดก็คือ ลูกไม่ได้รีบบอกคุณพ่อคุณแม่ในทันที ซึ่งอาจเป็นเพราะความกลัว ความตกใจ ความอาย หรือแม้แต่ลูกยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าสิ่งที่ถูกกระทำคือความรุนแรงทางเพศ
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้กระทำใช้วิธีพูดหว่านล้อม ขู่ หรือทำให้คิดว่าเป็นเรื่องปกติ เด็กอาจเก็บเหตุการณ์นั้นไว้โดยไม่กล้าเล่า เพราะกลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่เชื่อ ดังน้้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอยู่เสมอ จึงไม่ใช่แค่การรอฟังคำพูดของลูกเท่านั้น แต่ยังต้องคอยสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก เช่น เก็บตัวผิดปกติ กลัวการสัมผัส หรือไม่อยากอยู่กับบางคนโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนอีกด้วย
3. เริ่มจากการสอนให้ลูกรู้ว่าสามารถปฏิเสธได้

เด็กบางคนถูกปลูกฝังให้เชื่อฟัง ห้ามเถียง ห้ามดื้อ และเคารพผู้ใหญ่ไว้ก่อนเสมอ เมื่อถูกผู้ใหญ่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงไม่กล้าปฏิเสธ โวยวาย หรือร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โดยเฉพาะถ้าผู้กระทำเป็นคนที่ลูกคุ้นเคยหรือรู้สึกว่าเป็นคนที่คุณพ่อคุณแม่วางใจ ลูกก็จะยิ่งรู้สึกเกรงใจตามไปด้วย
ดังนั้น การสอนให้ลูกเชื่อฟังผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในอีกด้านคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้ถึงสิทธิในร่างกายของตัวเอง รู้ว่าร่างกายของตัวเองมีขอบเขตและไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิแตะต้องในแบบที่ทำให้ไม่สบายใจโดยไม่ได้รับความยินยอม
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือลูกควรได้เรียนรู้ตั้งแต่เล็กว่าหากมีสถานการณ์ใดที่ทำให้รู้สึกอึดอัด กลัว หรือไม่อยากให้เกิดขึ้น ลูกสามารถพูดคำว่า “ไม่” และลูกมีสิทธิ์ที่จะบอกคนอื่นเพื่อขอความช่วยเหลือในทันที
4. บ้านที่ปลอดภัยอาจช่วยป้องกันเหตุร้ายได้มากกว่าที่คิด

เด็กหลายคนที่เผชิญเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย อาจะเลือกที่จะเงียบและไม่กล้าเล่าเพราะกลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่เชื่อ กลัวถูกตำหนิ หรือกลัวว่าการพูดออกไปจะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นคนใกล้ชิด เด็กยิ่งอาจรู้สึกสับสนว่าควรบอกหรือเก็บไว้คนเดียว
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สามารถช่วยปกป้องเด็กๆ ได้มากที่สุด คือการมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ปลอดภัยและเปิดโอกาสให้ลูกพูดได้ทุกเรื่องโดยไม่ถูกดุ ตัดสิน หรือทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด แม้เรื่องนั้นจะทำให้กลัว สับสน หรือรู้สึกอายก็ตาม การทำเช่นนี้จะทำให้ลูกมีความมั่นใจและกล้าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น บางครั้งแค่ประโยคบางอย่าง เช่น “ไม่อยากอยู่กับคนนั้น” หรือ “ไม่ชอบเวลาเขามาใกล้” ก็อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยหยุดเหตุร้ายได้ตั้งแต่ยังไม่สาย

COMMENTS ARE OFF THIS POST