ความวิตกกังวลเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก ในมุมมองของผู้ใหญ่หรือคุณพ่อคุณแม่อาจมองว่าความกังวลและความกลัวของเด็กๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่นานลูกก็คงจะลืมและหายเป็นปกติได้เอง แต่ความจริงแล้ว หากปล่อยให้ลูกเก็บความวิตกกังวลบ่อยๆ หรือสะสมไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกวิธี อาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่อาการของโรคแพนิกได้
โรคแพนิก หรือ Panic Disorder เป็นหนึ่งในกลุ่มโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) ซึ่งเป็นภาวะทางจิตเวชที่พบได้ในทุกช่วงวัย รวมถึงในเด็กด้วย ซึ่งอาการของ โรคแพนิกในเด็ก มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ผ่านอาการทางร่างกาย เช่น ภาวะใจสั่น เหงื่อแตก คลื่นไส้ มึนหัว รู้สึกหายใจไม่อิ่ม ทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้
การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีการรับมือกับ โรคแพนิกในเด็ก อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาอาการของลูก แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและอบอุ่นในครอบครัว ช่วยให้ลูกก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้
สาเหตุของโรคแพนิกในเด็ก

1. ปัจจัยทางพันธุกรรมและชีวภาพ: เด็กบางคนอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคแพนิกได้มากกว่าเด็กคนอื่น หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ นอกจากนี้ ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทบางชนิดในสมองก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการแพนิกได้เช่นกัน
2. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์: เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงเช่น การสูญเสียบุคคลที่รัก การถูกทอดทิ้ง การเผชิญภัยพิบัติ หรือการถูกกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง
3. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม: การเลี้ยงลูกด้วยความกดดัน ความคาดหวังสูง การตั้งกฎที่เข้มงวด หรือการใช้คำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจทำให้เด็กเกิดความเครียดสะสมและนำไปสู่ภาวะแพนิกได้
4. ปัญหาสุขภาพกาย: มาจากการมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไทรอยด์เป็นพิษ
วิธีรับมือกับโรคแพนิกในเด็ก
1. สังเกตอาการและทำความเข้าใจ

สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือการสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด เช่น อาการเหงื่อออกมาก หายใจเร็ว หงุดหงิด หรือมีอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง และคุณพ่อคุณแม่ควรพยายามทำความเข้าใจว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมหรือความตั้งใจของลูก แต่เป็นอาการของโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
2. สอนเทคนิคการควบคุมลมหายใจ

เมื่อลูกมีอาการแพนิก ลูกมักจะหายใจไม่เป็นจังหวะ หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปาก จะช่วยให้ลูกควบคุมอาการหัวใจเต้นเร็วและอาการหายใจติดขัดได้ คุณพ่อคุณแม่อาจลองทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่างก่อน เพื่อให้ลูกสามารถทำตามได้ง่ายขึ้น
3. อยู่เคียงข้างลูกอย่างสงบและมั่นคง

เมื่อลูกกำลังเผชิญกับอาการแพนิก คุณพ่อคุณแม่จะต้องไม่ตื่นตระหนกไปกับอาการของลูก การเข้าไปโอบกอดลูกเบาๆ แล้วพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมั่นคง จะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและมีที่พึ่งพิง เช่น ลูกกำลังมีอาการแพนิก แต่ลูกจะปลอดภัย และไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะพ่อแม่จะอยู่ข้างๆ ลูก การกระทำและคำพูดที่อบอุ่นจะช่วยลดความตื่นกลัวของลูกลงได้
4. สร้างสภาพแวดล้อมในบ้านให้อบอุ่นและปลอดภัย

เพื่อช่วยให้ลูกก้าวผ่านภาวะแพนิกได้ คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศบ้านที่สงบและปลอดภัยทั้งทางกายและใจ โดยการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ทาสีและเลือกของตกแต่งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และจัดมุมให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ชอบ
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวก็สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงความรัก ความเข้าใจ และเป็นที่พึ่งพิงให้ลูกได้ระบายความรู้สึกได้อย่างเต็มที่ เพื่อลดความเครียดสะสมและเสริมสร้างพลังใจให้ลูกอย่างยั่งยืน
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หากอาการแพนิกของลูกเกิดขึ้นบ่อยครั้งและเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรลังเลที่จะพาไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือนักจิตวิทยา เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การรักษาอาจรวมถึงการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการใช้ยาในบางกรณี ซึ่งเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

COMMENTS ARE OFF THIS POST