เวลาที่ลูกร้องไห้ งอแง หรือแสดงอารมณ์รุนแรง คุณพ่อคุณแม่คงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด ทำไมการเลี้ยงลูกของเราถึงเหนื่อยกว่าคนอื่น ทำไมลูกถึงเป็นเด็กดื้อ งอแง และเอาแต่ใจมากกว่าเด็กคนอื่น
แต่อีกมุมหนึ่ง พฤติกรรมดื้อ งอแง และเอาแต่ใจ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าลูกเป็น เด็กเลี้ยงยาก (Difficult Child) นั้นอาจไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณของเด็กที่อยู่ในภาวะอารมณ์ล้น (Emotion Dysregulation) ที่ลูกยังไม่สามารถรับมือกับอารมณ์ของตัวเองได้
ภาวะอารมณ์ล้นในเด็ก (Emotion Dysregulation) คือสภาวะที่เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เพราะสมองที่ทำหน้าที่จัดการอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ประกอบกับการเผชิญสิ่งเร้าภายนอกหรือความกดดันที่มากเกินกว่าจะรับมือไหว จึงแสดงอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของ เด็กเลี้ยงยาก ที่มีพื้นฐานอารมณ์ไม่คงที่ ร้องไห้ง่าย หงุดหงิดง่าย ปรับตัวกับสิ่งใหม่ได้ช้า และตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวได้มากกว่าเด็กทั่วไป จึงอาจต้องการวิธีการดูแลและการตอบสนองจากที่แตกต่างออกไป
การทำความเข้าใจว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงยากหรือมีกำลังเผชิญกับภาวะอารมณ์ล้นของตัวเองกันแน่ จะช่วยให้พ่อแม่มองเห็นพฤติกรรมของลูกผ่านมุมของพัฒนาการ มากกว่าการตัดสินจากผลลัพธ์ที่เห็นเพียงภายนอก และเลือกวิธีรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตอบสนองด้วยความเข้าใจ ลูกจะรู้สึกปลอดภัย พร้อมเรียนรู้ที่จะสงบอารมณ์และจัดการความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น
5 วิธีรับมือและช่วยดูแลอารมณ์ลูก
1. เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก

เมื่อลูกอยู่ในช่วงที่กำลังมีอารมณ์รุนแรง ลูกอาจยังไม่สามารถรับฟังเหตุผลหรือควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเต็มที่ การที่คุณพ่อคุณแม่ใช้อารมณ์ตอบกลับ ไม่ว่าจะเป็นการตะคอก การขู่ การเพิกเฉย หรือพยายามอธิบายมากเกินไป อาจยิ่งเพิ่มความกดดันและทำให้ลูกสงบลงได้ยากขึ้น
สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกได้ คือการควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มั่นคง และแสดงออกด้วยความสงบ เพราะเด็กๆ สามารถรับรู้และตอบสนองต่ออารมณ์ของคนใกล้ชิดได้เป็นอย่างดี น้ำเสียงที่นุ่มนวล ท่าทีที่ไม่เร่งรัด และการอยู่เคียงข้างอย่างเข้าใจ จะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ค่อยๆ กลับมาสงบ และพร้อมเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น
2. ลดสิ่งเร้าและจัดสภาพแวดล้อมให้สงบ

เมื่อสังเกตว่าลูกเริ่มมีอารมณ์รุนแรง คุณพ่อคุณแม่ควรมองหาสิ่งรอบตัวที่อาจเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกของลูก เพราะเด็กบางคน โดยเฉพาะเด็กที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น อาจตอบสนองต่อเสียงดัง แสงจ้า หรือความวุ่นวายรอบตัวออกมามากกว่าเด็กทั่วไป
หากอยู่ในสถานที่สาธารณะ อาจพาลูกออกมาในพื้นที่ที่เงียบขึ้น เพื่อลดสิ่งเร้าที่เข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ส่วนที่บ้านอาจจัดมุมเล็กๆ ที่ลูกสามารถใช้พักอารมณ์ได้ เช่น มีหมอน ตุ๊กตาตัวโปรด หรือสิ่งของที่ช่วยให้ลูกรู้สึกคุ้นเคย
3. สร้างกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน

สำหรับเด็กเลี้ยงยากและเด็กที่กำลังอยู่ในภาวะอารมณ์ล้น ความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวันอาจทำให้รู้สึกกังวลและควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่าปกติ การมีตารางเวลาที่สม่ำเสมอ ทั้งเรื่องการนอน การรับประทานอาหาร การเล่น และการทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยให้ลูกคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และปรับตัวกับแต่ละช่วงของวันได้ง่ายขึ้น
หากจำเป็นต้องเปลี่ยนกิจวัตรหรือพาลูกไปทำกิจกรรมใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรบอกลูกล่วงหน้า หรือใช้ตัวช่วยอย่างนาฬิกาจับเวลา เพื่อให้ลูกมีเวลาเตรียมตัวและค่อยๆ ปรับอารมณ์ก่อนเริ่มกิจกรรม เมื่อลูกรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะช่วยลดความกังวล ลดความขัดแย้ง และทำให้ลูกให้ความร่วมมือได้มากขึ้น
4. สอนลูกให้รู้จักเรียกชื่ออารมณ์

บางครั้งลูกอาจไม่ได้ตั้งใจร้องไห้ โวยวาย หรือแสดงอารมณ์รุนแรง แต่เพราะเขายังไม่รู้ว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นคืออะไร และควรบอกออกมาอย่างไร คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถช่วยลูกได้ด้วยการสอนให้รู้จักอารมณ์แต่ละแบบ และชวนลูกฝึกเรียกชื่อความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ เช่น “ลูกกำลังโกรธหรือว่าผิดหวังกันนะ” หรือ “ลูกกังวลเพราะต้องทำอะไรใหม่ๆ ใช่หรือเปล่า” การช่วยให้ลูกแยกแยะและเรียกชื่ออารมณ์ของตัวเองได้ ลูกจะเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น และสามารถสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจด้วยคำพูด แทนการระเบิดอารมณ์หรือร้องไห้ออกมาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้การจัดการอารมณ์เมื่อโตขึ้น
5. ฝึกทักษะจัดการอารมณ์หลังลูกกลับมาสงบ

หลังจากลูกกลับมาสงบแล้ว คือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการสอนวิธีรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกทบทวนว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกโกรธ ผิดหวัง หรืออึดอัด จากนั้นจึงค่อยแนะนำวิธีจัดการอารมณ์ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การหายใจเข้าลึกๆ การนับเลข การขอเวลาพัก การเข้ามากอดคุณพ่อคุณแม่ หรือการบอกความต้องการของตัวเองด้วยคำพูด
การฝึกทักษะเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยให้ลูกมีเครื่องมือในการรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง และค่อยๆ นำไปใช้ได้จริงเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายกันในอนาคต

COMMENTS ARE OFF THIS POST