เมื่อลูกโตพอที่คุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้มีสมาร์ตโฟนเป็นของตัวเอง แม้รู้ดีว่าโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตจะช่วยอำนวยความสะดวกและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันมากแค่ไหน แต่พ่อแม่ส่วนมากก็อดที่จะกังวลใจไม่ได้ เพราะโลกออนไลน์ไม่ได้มีแต่โอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสที่จะเสียรู้และนำพาอันตรายเข้ามาได้ เมื่อจำเป็นต้องซื้อสมาร์ตโฟนให้ลูก จึงเป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากดูแลการใช้งานของลูกอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกติกา จำกัดเวลา หรือคอยตรวจสอบการใช้งาน จนกลายเป็นการควบคุม ทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด ต่อต้าน และต้องคอยปิดบังหรือแอบใช้งานโทรศัพท์ไม่ให้คุณพ่อคุณแม่เห็น
ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นการควบคุมเพียงอย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มต้นจากการปรับบทบาทของตัวเองตามแนวคิด Digital Mentoring Parenting ซึ่งเน้นให้พ่อแม่เปลี่ยนจากการคอยห้ามหรือควบคุมทุกอย่าง มาเป็นผู้แนะนำที่คอยอยู่เคียงข้าง รับฟัง และสอนให้ลูกเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยความระมัดระวัง แม้อาจจะไม่สามารถปกป้องลูกจากทุกความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ได้ แต่ก็สามารถสอนให้ลูกรู้จักคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีสอนลูกใช้มือถืออย่างปลอดภัย ที่จะช่วยให้ลูกใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
หัวใจสำคัญของ Digital Mentoring Parenting ไม่ได้อยู่ที่การมีกฎที่เข้มงวดที่สุด แต่อยู่ที่การค่อยๆ ปลูกฝังนิสัยการใช้เทคโนโลยีที่ดีให้กับลูกตั้งแต่เล็ก
หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร มาดู 5 วิธีง่ายๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันกันนะคะ
1. ชวนลูกตั้งข้อตกลงการใช้สมาร์ตโฟนร่วมกัน

แทนที่จะเป็นฝ่ายกำหนดกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกมาพูดคุยและร่วมกันตั้งข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟน เช่น ควรเล่นช่วงเวลาไหน ใช้งานได้นานแค่ไหน หรือช่วงเวลาใดที่ควรพักจากการเล่นสมาร์ตโฟนเพื่อพักผ่อนหรือทำการบ้าน การเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะเมื่อลูกรู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองได้รับการรับฟัง ลูกมักเต็มใจทำตามข้อตกลงและเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการใช้งานของตัวเองมากกว่าการถูกบังคับ
2. ชวนลูกพูดคุยแทนการสั่งห้าม

หากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกเริ่มใช้โทรศัพท์มากหรือหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอมากเกินไป แทนที่จะรีบสั่งให้ลูกหยุดเล่นทันที คุณพ่อคุณแม่อาจลองเข้าไปทำความรู้จักกับสิ่งที่ลูกกำลังให้ความสนใจ แล้วชวนพูดคุยด้วยคำถามง่ายๆ เช่น ทำไมหนูถึงชอบเกมนี้ หรือคนที่ลูกติดตามอยู่มีอะไรที่แม่น่าจะสนใจบ้าง การตั้งคำถามปลายเปิดจะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และมองเห็นผลกระทบของสิ่งต่างๆ ในโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างผ่อนคลาย จนลูกรู้สึกกล้าเล่าเรื่องต่างๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังมากขึ้น
3. ชวนลูกสังเกตอารมณ์ของตัวเองอยู่เสมอ (Digital Mindfulness)

โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยสิ่งเร้าที่กระตุ้นอารมณ์จนอาจทำให้ลูกลืมสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกสังเกตสัญญาณทางร่างกายและอารมณ์เป็นระยะ เช่น ถ้าเริ่มรู้สึกตาแห้ง นิ้วเกร็ง หรือเริ่มหงุดหงิดเวลาแพ้เกม อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องการพักจากหน้าจอแล้ว
การฝึกให้ลูกรับรู้สภาวะอารมณ์ของตัวเองจะช่วยลดปัญหาอารมณ์ร้อนจากการติดหน้าจอ และช่วยให้ลูกรู้จักหยุดพักสายตาได้เองโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคอยบ่นคอยห้ามอะไรเลย
4. ฝึกให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)

อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลและเนื้อหามากมายที่หลากหลาย ทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่อาจทำให้เข้าใจผิดได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ให้ลูก โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ชวนลูกพูดคุยถึงสิ่งที่เห็นในคลิป ข่าว หรือโพสต์ต่างๆ พร้อมชวนลูกมองหลายมุมมากขึ้น ไม่รีบตัดสินใจเชื่อหรือทำตามทันที
การฝึกให้ลูกได้คิดวิเคราะห์ สังเกต และพิจารณาข้อมูลก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างรอบคอบ และรับมือกับข้อมูลมากมายในอินเทอร์เน็ตได้ดีขึ้น
5. เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยี

ลูกไม่ได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีจากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำในทุกวัน หากอยากให้ลูกรู้จักแบ่งเวลาและวางมือถือเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการกำหนดช่วงเวลาที่ทุกคนในบ้านได้พักจากหน้าจอร่วมกัน เช่น ระหว่างมื้ออาหาร หรือช่วงก่อนเข้านอน แล้วใช้เวลานั้นพูดคุย ทำกิจกรรม หรือใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่
เมื่อเด็กๆ ได้สัมผัสแล้วว่าช่วงเวลานอกหน้าจอที่ได้เล่น พูดคุย และใช้เวลาดีๆ กับครอบครัวก็เต็มไปด้วยความสนุก ความอบอุ่น และความสุขเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างพอดี และรู้ว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา

COMMENTS ARE OFF THIS POST