ช่วงนี้แค่เปิดข่าวในแต่ละวัน หลายครอบครัวก็คงเริ่มรู้สึกได้เหมือนกันว่าสถานการณ์โลกกำลังส่งผลกระทบเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ริ่ม ราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับขึ้นไม่ได้กระทบแค่เรื่องการเดินทางหรือขนส่ง แต่ยังส่งผลไปถึงค่าครองชีพ ของกินของใช้ และความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพ แม้บางเรื่องอาจยังไม่เกิดขึ้นกับตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศเช่นนี้กำลังสร้างความกังวลให้คุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
การ สอนลูกเรื่องวิกฤต อาจไม่ได้ทำให้ลูกเข้าใจเรื่องราววิกฤตอย่างลึกซึ้ง แต่เพียงแค่ได้ยินผ่านข่าวหรือการพูดคุยของผู้ใหญ่ ก็พอจะทำให้เด็กๆ รับรู้ได้ถึงความเครียดและกังวลที่เกิดขึ้นในครอบครัว หากคุณพ่อคุณแม่มองข้ามและปล่อยให้ลูกซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นโดยไม่พูดคุยหรืออธิบายให้ลูกเข้าใจมากขึ้น อาจเป็นการสร้างความวิตกกังวลให้กับลูกได้
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญของการ สอนลูกเรื่องวิกฤต ก็ต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกตระหนก หรือกังวลมากเกินความเป็นจริง แต่ก็ไม่ใช่การทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่มีอะไรส่งผลกระทบถึงตัวเองได้ แต่เป็นการที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงให้เกิดในจิตใจของลูก ให้ลูกยังรู้สึกว่ามีความหวัง มีความมั่นใจในครอบครัวที่อบอุ่นและปลอดภัย และสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งในโลกที่แสนวุ่นวายต่อไปได้
1. พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกก่อนพยายามให้ข้อมูล

งานด้านพัฒนาการเด็กอธิบายว่า ในช่วงวัยเด็ก สมองส่วนอารมณ์จะทำงานเร็วกว่าส่วนเหตุผล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาลูกได้ยินเรื่องราวที่น่าตกใจหรือน่าหวาดกลัว ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมักมาจากความรู้สึกก่อนจะเป็นการคิดจนเกิดความเข้าใจเสมอ
ทฤษฎีความผูกพันของ John Bowlby ก็พูดเรื่องนี้ไว้ชัดว่า เด็กจะรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น เมื่อมีผู้ใหญ่ที่ตอบสนองทางอารมณ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ในตอนนั้น อาจไม่ใช่การพยายามให้ลูกรับรู้ข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นการพูดคุย นั่งอยู่ข้างๆ และรับฟังความรู้สึกของลูก เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนจะผ่านไปด้วยกัน และไม่มีใครจะต้องรับมือกับมันเพียงคนเดียว
2. ในโลกใบใหญ่มีโลกใบเล็กของลูกที่ยังอบอุ่นเสมอ

วิกฤตหลายอย่างในโลกตอนนี้เป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อน งานวิจัยด้านจิตวิทยาความเครียดอธิบายว่า มนุษย์จะรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น เมื่อรู้สึกว่าสิ่งนั้นยังอยู่ในขอบเขตที่จัดการได้ เพราะฉะนั้น แทนที่จะพยายามเล่าให้ลูกรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิกฤต ลองค่อยๆ พาลูกกลับมาที่โลกของเขา โลกที่ยังจับต้องได้ และยังมีความแน่นอนบางอย่างอยู่ เช่น บ้านของเรายังปลอดภัยไหม เรามีวิธีดูแลตัวเองในแต่ละวันยังไง หรือเรายังอยู่ข้างๆ กันเหมือนเดิมไหม เมื่อภาพในใจของลูกเล็กลง ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลจากสถานการณ์ภายนอกได้
3. ช่วยลูกแยกความจริงออกจากความกลัว

ข่าวในยุคนี้มักถูกเล่าในรูปแบบที่กระทบความรู้สึก เพื่อดึงดูดความสนใจ ทำให้ภาพของเหตุการณ์บางอย่างดูใกล้ตัวและรุนแรงกว่าความเป็นจริง
องค์กรอย่าง American Psychological Association เคยอธิบายไว้ว่า การเสพข่าวร้ายซ้ำๆ สามารถเพิ่มระดับความเครียดและความวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ยังแยกแยะบริบทได้ไม่ชัด เพราะฉะนั้น บทบาทของคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ใช่แค่การบอกว่าไม่ต้องกลัว แต่คือการค่อยๆ เติมบริบทให้ภาพในหัวของลูกชัดขึ้น เช่น เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นไกลจากพื้นที่ของเรา มีหน่วยงานที่กำลังจัดการอยู่ หรือสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
แม้การพูดในลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้เรื่องดูเล็กลงหรือเบาลง แต่เป็นการช่วยให้ลูกเห็นความจริงในขนาดที่พอดี ไม่ถูกขยายจนกลายเป็นความกลัวที่ใหญ่เกินกว่าที่ใจเล็กๆ จะรับไหว
4 สอนลูกเลือกเสพข่าว และดูแลใจตัวเอง

องค์การอนามัยโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหลายแห่งแนะนำตรงกันว่า การจำกัดการเสพข่าว โดยเฉพาะข่าวที่กระทบอารมณ์ สามารถช่วยลดความเครียดได้จริง โดยเฉพาะสำหรับเด็ก การมีขอบเขตที่ชัดเจน เช่น ดูข่าวเฉพาะช่วงเวลา หรือหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่รุนแรงเกินวัย จะช่วยให้ระบบอารมณ์ไม่ถูกกระตุ้นซ้ำๆ คุณพ่อคุณแม่อาจค่อยๆ ชวนลูกสังเกตตัวเองว่า ข่าวแบบไหนที่ดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แล้วค่อยฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะหยุด หรือถอยออกมาในจังหวะที่ใจเริ่มไม่ไหว นี่คือทักษะเล็กๆ ที่ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเป็นภูมิคุ้มกันทางใจที่ลูกจะใช้ติดตัวได้ในระยะยาว

COMMENTS ARE OFF THIS POST