มีค่านิยมและความเชื่อเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกหลายอย่างที่ไม่ได้ไปต่อในครอบครัวยุคใหม่ หนึ่งในนั้นคือคำกล่างที่ว่า ‘รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี’ เพราะคุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่เริ่มมีแนวทางที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตลูกเป็นอันดับหนึ่ง การลงโทษด้วยความรุนแรงหรือการตีจึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับการเลี้ยงดูลูกอีกต่อไป
งานวิจัยทางจิตวิทยาและกรมสุขภาพจิตได้ยืนยันว่า การลงโทษที่รุนแรงไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเสียสุขภาพจิตเด็กและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว แต่ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอารมณ์และควาามเครียดในระยะยาวด้วย พ่อแม่ยุคใหม่จึงหันมามองหาวิธีการ ลงโทษลูกอย่างสร้างสรรค์ มากขึ้น เพราะผลลัพธ์จากการลงโทษลูกด้วยวิธีรุนแรง คือความกลัวและความหวาดระแวง ลูกจะพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่าวิธีการแก้ไขหรือปรับปรุงตัวอย่างแท้จริง
หากเป้าหมายสูงสุดของการลงโทษ คือการให้บทเรียน เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพ รู้จักปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม และรู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่ลงโทษเพื่อให้ลูกรู้สึกเจ็บปวด การ ลงโทษลูกอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวและไม่สร้างบาดแผลทางใจ หรือทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูกอีกด้วย
4 วิธีลงโทษโดยไม่สร้างบาดแผลทางใจให้ลูก
1. Time-In พื้นที่สงบสยบอารมณ์

แนวคิดนี้ต่างจาก Time-Out ที่เน้นการลงโทษด้วยการแยกตัวไปอยู่คนเดียว แต่ Time-In คือการที่คุณพ่อคุณแม่คอยเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ให้ลูก เมื่อลูกแสดงอารมณ์ด้านลบหรือพฤติกรรมก้าวร้าวและต่อต้าน คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกเข้ามุมสงบด้วยกัน และใช้เวลาพูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ลูกสงบสติอารมณ์และทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีคุณพ่อคุณแม่อยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน แสดงความเข้าใจ และสื่อสารกับลูกอย่างอ่อนโยน
2. ระงับสิทธิ์ชั่วคราว

วิธีนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรบอกกติกาหรือข้อตกลงของการลงโทษกับลูกล่วงหน้า เช่น ถ้าหากลูกไม่เลิกเล่นเกมตามเวลาที่ตกลงกัน จะถูกลงโทษด้วยการงดเล่นเกมเป็นเวลาสองวัน หรือหากลูกไม่รู้จักรับผิดชอบการบ้านของตัวเอง ก็จะงดการออกไปทำกิจกรรมในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยบทลงโทษนั้นควรจะสมเหตุสมผล และสามารถอธิบายให้ลูกเข้าใจได้ เช่น ที่ต้องงดเล่มเกมสองวัน เพราะวันนี้ลูกมองหน้าจอมากเกินไป จำเป็นที่จะต้องพักสายตาจากหน้าจอบ้าง และเมื่อตั้งบทลงโทษแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความหนักแน่นและมั่นคงในข้อตกลงนั้นๆ ด้วย
3. ให้ลูกรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

การให้ลูกรับผิดชอบผลของการกระทำด้วยตัวเอง เป็นการลงโทษที่นอกจากจะช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าทุกการกระทำมีผลลัพธ์ตามมาเสมอ ยังช่วยฝึกวินัยและความกล้าหาญในการยอมรับความผิดของตัวเองอีกด้วย หากคุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีนี้ จะต้องกำหนดบทลงโทษให้สอดคล้องกับความผิดพลาดของลูก เช่น เมื่อลูกปาของเล่นจนพัง บทลงโทษอาจเป็นการให้ลูกมีส่วนร่วมในการซ่อมของเล่นด้วยกัน หรือถ้าเสียหายมากจนต้องซื้อใหม่ ก็ให้ลูกช่วยเก็บเงินเพื่อซื้อชิ้นใหม่ทดแทน หรือหากลูกทำให้เพื่อนโกรธ ก็ต้องเป็นคนเข้าไปขอโทษเพื่อนด้วยตัวเอง
นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการลงโทษที่ไม่เกี่ยวกับความผิดของลูกเช่น ลูกไม่เก็บของเล่น แต่ลงโทษด้วยการห้ามดูทีวี เพราะจะทำให้ลูกเข้าใจเหตุผลของคุณพ่อคุณแม่ และไม่อยากทำตามได้
4. รับผิดชอบร่วมกันทั้งครอบครัว

วิธีนี้เหมาะกับลูกวัยไม่เกินสองปี ที่ยังไม่สามารถสื่อสารและควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ การลงโทษลูกด้วยการรับผิดชอบร่วมกันจะทำให้ลูกไม่รู้สึกโดดเดี่ยวที่จะต้องเผชิญปัญหาตามลำพัง และฝึกให้ลูกกล้าที่จะยอมรับและแก้ไขความผิดพลาด เช่น หากลูกทำแก้วใส่นมแตก ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีแบ่งหน้าที่รับผิดชอบความผิดพลาดนี้ร่วมกัน โดยอาจให้คุณแม่เป็นคนเก็บเศษแก้ว ให้ลูกเอาผ้ามาเช็ดนมที่หก การทำเช่นนี้ช่วยลดความกดดันให้ลูก โดยที่คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถใช้โอกาสนี้สอนให้ลูกระมัดระวังมากขึ้นได้อีกด้วย
อ้างอิง
DMH
Kidshealth
Healthychildren

COMMENTS ARE OFF THIS POST