READING

เลี้ยงลูกแบบช้าง (Elephant Parenting) อบอุ่นและให้...

เลี้ยงลูกแบบช้าง (Elephant Parenting) อบอุ่นและให้ความรักกับลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

เลี้ยงลูกแบบช้าง

เมื่อพูดถึงการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด คุณพ่อคุณแม่อาจเคยได้ยินคำว่า Tiger Parenting ที่โด่งดังมาจากหนังสือ Battle Hymn of the Tiger Mother ที่เขียนโดย Amy Chua ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก Yale University เธอเล่าประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยวินัยที่เข้มงวด เน้นความสำเร็จและผลลัพธ์เป็นหลัก จนสร้างกระแสถกเถียงไปทั่วโลกว่าการเลี้ยงลูกด้วยความเข้มงวดสูงเช่นนี้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อเด็กกันแน่

ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็มีแนวทางการเลี้ยงลูกแบบตรงกันข้ามที่ถูกนำเสนอขึ้นมาใหม่ในปี 2014 โดย Priyanka Sharma-Sindhar นักเขียนจาก The Atlantic ผ่านบทความชื่อ Being an ‘Elephant Mom’ in the Time of the Tiger Mother ซึ่งเรียกแนวทางการเลี้ยงลูกแบบนี้ว่า Elephant Parenting หรือ เลี้ยงลูกแบบช้าง นั่นเอง

เลี้ยงลูกแบบช้าง (Elephant Parenting) คือการเลี้ยงดูที่เน้นการให้ความรักและความอบอุ่นกับลูกโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อสร้างความมั่นคงทางใจให้ลูกเป็นพื้นฐาน เปรียบเสมือนแม่ช้างที่ตัวใหญ่และแข็งแรง แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนโยน และดูแลลูกอย่างใกล้ชิด แนวทางการเลี้ยงลูกแบบช้างจึงนับเป็นทางเลือกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์แนบแน่นและการสนับสนุนให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ โดยไม่เน้นการสร้างเป็นเลิศหรือผลลัพธ์จากลูกมากไปกว่าการสร้างความสุขและอบอุ่นในใจลูก

หลักการของ Elephant Parenting มีอะไรบ้าง ลองมาทำความเข้าใจไปพร้อมกันนะคะ

1. เน้นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและปลอดภัย

Elephant_web_1

Elephant Parenting จะให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและอบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก เมื่อลูกรู้สึกว่ามีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้และให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจะมีฐานความมั่นคงทางอารมณ์ที่แข็งแรง ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการเผชิญโลกภายนอก

นอกจากนี้ความสัมพันธ์อบอุ่นยังหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ลูกได้พูดคุยถึงความรู้สึก ความกลัว หรือความกังวลต่างๆ โดยไม่ถูกตัดสิน ทำให้ลูกรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองมีค่าและถูกยอมรับ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีและสุขภาพจิตที่แข็งแรงในระยะยาว

2. สนับสนุนการพัฒนาทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

Elephant_web_2

การเลี้ยงลูกแบบช้าง ไม่เพียงแค่ให้ความรัก แต่ยังช่วยให้ลูกได้ฝึกและพัฒนาทักษะทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง พ่อแม่จะช่วยลูกเรียนรู้ที่จะรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง (Emotional Awareness) โดยเปิดโอกาสให้ลูกแสดงออกอย่างอิสระ เช่น เมื่อรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือผิดหวัง พ่อแม่จะรับฟังโดยไม่รีบตัดสินหรือบอกให้หยุดร้อง แต่จะให้กำลังใจ จากนั้นจะช่วยลูกหาวิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านั้น

การสนับสนุนทางอารมณ์นี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ซึ่งจะช่วยให้พวกลูกมีทักษะในการจัดการความเครียด ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความมั่นใจในตนเองในอนาคต

3. ไม่เน้นความสำเร็จทางวิชาการหรือกีฬาเป็นหลัก

Elephant_web_3

ความสำเร็จทางการเรียนหรือกีฬาจะไม่ถูกนำมาเป็นตัววัดความรักหรือความภูมิใจของพ่อแม่ หากลูกได้คะแนนสอบไม่ดี หรือแพ้การแข่งขัน พ่อแม่จะไม่ถามว่าทำไมทำได้ไม่ดี แต่จะเน้นการชื่นชมความพยายาม ความตั้งใจ ถามถึงความรู้สึกและประสบการณ์ของลูกแทน เช่น “ลูกรู้สึกยังไงกับผลสอบนี้” หรือ “ลูกอยากให้พ่อแม่ช่วยเหลืออะไรบ้าง” การถามแบบนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกว่าความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองมีค่า และไม่รู้สึกถูกตัดสินจากผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียว

4. ให้ลูกพัฒนาตามจังหวะของตัวเอง ไม่บังคับทำสิ่งที่ไม่ชอบ

Elephant_web_4

พ่อแม่แบบช้างจะเคารพความเป็นตัวตนและความสนใจของลูก ไม่บังคับลูกให้ทำกิจกรรมที่ลูกไม่ชอบ หรือรู้สึกว่าเป็นภาระ เช่น หากลูกไม่ชอบเล่นกีฬา หรือไม่สนใจเรียนดนตรี พ่อแม่จะไม่กดดันให้ต้องทำตามใจผู้ใหญ่ แต่จะพูดคุยและสนับสนุนให้ลูกได้ลองเลือกกิจกรรมที่ตัวเองสนใจจริงๆ

แนวทางนี้ช่วยให้ลูกมีโอกาสได้ค้นหาความชอบและพัฒนาทักษะในสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือกดดัน และทำให้ลูกมีความสุขกับการเรียนรู้และการเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ

 

อ่านบทความ: เลี้ยงลูกแบบนกอินทรี (Eagle Parenting): แนวทางการเลี้ยงลูกด้วยสายตาที่แหลมคม แต่ปล่อยให้ลูกโบยบินได้อย่างอิสระ
อ้างอิง
fatherly
theatlantic
parents

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST