สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก การต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ลูกร้องไห้งอแงหรืออาละวาดกลางที่สาธารณะ มักสร้างความกังวลใจจนบางครั้งทำตัวไม่ถูก และสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่มักจะทำ คือการพยายามทำให้ลูกสงบลงเร็วที่สุด ด้วยการรีบตอบสนองความต้องการลูก หรือใช้การดุให้กลัวเพื่อหยุดพฤติกรรมไม่น่ารักของลูก แม้จะได้ผลทันทีขณะนั้น แต่ในระยะยาวอาจทำให้ลูกเป็นเด็กชอบเก็บงำอารมณ์ แทนที่จะสามารถรู้จักควบคุมอารมณ์ได้ดี
การ สอนลูกควบคุมอารมณ์ อาจไม่ช่วยให้เสียงร้องไห้หรืออารมณ์ครุกรุ่นของลูกหายไปในทันที แต่คือการสร้างรากฐานความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้ลูกได้รู้จักและเข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในสังคม เพราะเด็กที่จัดการอารมณ์ได้ด้วยตัวเองจะสามารถรับมือกับความผิดหวัง ความโกรธ หรือความกลัวได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น การฝึกฝนควบคุมอารมณ์ตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกมีความมั่นคงทางใจและมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งเมื่อเติบโตขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการพยายาม สอนลูกควบคุมอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่อาจเผลอใช้วิธี ‘สะกัดกั้นอารมณ์’ แทนการสอน ‘จัดการอารมณ์’ อย่างเหมาะสม แต่เมื่อทำความเข้าใจมากขึ้น จะพบว่าความแตกต่างของการควบคุมอารมณ์และเก็บงำอารมณ์นั้น สามารถส่งผลต่อทักษะการจัดการอารมณ์ของลูกในระยะยาวได้เลยทีเดียว
1. การแสดงออกต่อความรู้สึกลูกของคุณพ่อคุณแม่

สอนควบคุมอารมณ์: คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่าสิ่งที่ลูกรู้สึกนั้นเป็นเรื่องปกติ และช่วยลูกระบุชื่ออารมณ์ เมื่อลูกรับรู้ได้ว่าความรู้สึกของตัวเองได้รับการยอมรับ ความรุนแรงของอารมณ์จะค่อยๆ ลดน้อยลงตามธรรมชาติ
สอนเก็บงำอารมณ์: เกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่ปฏิเสธและตัดตอนอารมณ์ลูก โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบ เช่น พูดว่าลูกอ่อนแอเวลาร้องไห้ หรือไม่น่ารักเมื่อลูกแสดงอารมณ์โกรธ คำพูดเหล่านี้ทำให้ลูกเข้าใจว่าความรู้สึกบางอย่างเป็นเรื่องผิดและไม่ควรเกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปลูกจะเลือกซ่อนมันไว้ข้างใน เพื่อแลกกับการยอมรับจากคุณพ่อคุณแม่
2. เป้าหมายในการสอน

สอนควบคุมอารมณ์: เน้นที่ ‘กระบวนการ’ จัดการอารมณ์ โดยสอนให้ลูกรู้ว่าอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นชั่วคราวและจะผ่านไปในที่สุดทั้งอารมณ์ดีและไม่ดี พร้อมให้เครื่องมือในการระยายอารมณ์ออกอย่างสร้างสรรค์ เช่น การหายใจเข้า-ออกลึกๆ การวาดรูป หรือการเขียนบันทึก การสอนเช่นนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่ลูกควบคุมได้ด้วยตัวลูกเอง
สอนเก็บงำอารมณ์: เน้นที่ ‘ผลลัพธ์’ โดยมักจะกดดันให้ลูกหยุดแสดงพฤติกรรมหรืออารมณ์ทันทีด้วยความกลัวหรือการขู่จากคุณพ่อคุณแม่ วิธีนี้จะไม่ได้สอนให้ลูกรู้จักการจัดการความรู้สึกเลย แต่จะใช้วิธีสะกัดกั้นอารมณ์เอาไว้จนกลายเป็นความเครียดสะสม และมักจะระเบิดออกมาในรูปแบบของความก้าวร้าวหรือภาวะซึมเศร้าในภายหลัง
3. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก

สอนควบคุมอารมณ์: สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น ครอบครัวจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูก ลูกจะพร้อมบอกเล่าความรู้สึกหรือขอปรึกษาคุณพ่อคุณแม่เสมอ เพราะลูกจะรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะช่วยหาทางออก ไม่ใช่ซ้ำเติม
สอนเก็บงำอารมณ์: สร้างระยะห่างและความโดดเดี่ยว ลูกจะรู้สึกว่าสามารถแบ่งปันได้เฉพาะความรู้สึกดีๆ เท่านั้น เมื่อเจอปัญหาหนักใจในอนาคต ลูกจะเลือกปิดบังและเผชิญหน้าเพียงลำพัง เพราะเชื่อว่าความอ่อนแอของตัวเองจะสร้างภาระและทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง
4. ความสัมพันธ์ระหว่างลูกและผู้อื่น

สอนควบคุมอารมณ์: เมื่อลูกเข้าใจและจัดการอารมณ์ตัวเองได้ ลูกจะพัฒนาความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้ดีขึ้นตามไปด้วย ลูกจะเรียนรู้ว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกด้านลบได้เหมือนกัน และรู้วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนโยน
สอนเก็บงำอารมณ์: การถูกสะกัดกั้นอารมณ์บ่อยๆ อาจทำให้ลูกกลายเป็นคนด้านชา หรือมีภาวะชาทางอารมณ์ (Emotional Numbness) ไม่แสดงความรู้สึกสุข เศร้า หรือโกรธ เพื่อปกป้องจิตใจตัวเองจากความเจ็บปวดที่ถูกคุณพ่อคุณแม่ละเลยความรู้สึกบ่อยครั้ง ส่งผลให้ลูกมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในอนาคต
5. สุขภาพจิตลูกในระยะยาว

สอนควบคุมอารมณ์: ช่วยให้ลูกมีความมั่นคงทางอารมณ์และรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง สามารถสื่อสารความต้องการได้อย่างตรงไปตรงมาและมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง ไม่อ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้นง่ายๆ
สอนเก็บงำอารมณ์: ทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ดูเข้มแข็งภายนอก แต่ภายใจจิตใจอาจเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและอาการเก็บกด เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทางจิตเวชเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตที่ใหญ่ขึ้นในวัยผู้ใหญ่ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) โรคซึมเศร้า (Depression) ภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง (Chronic Anxiety) หรือภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)

COMMENTS ARE OFF THIS POST