ความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้ลูกเป็นคนที่สามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่น เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างอ่อนโยน สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี รับมือและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
การ สอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่จำเป็นต้องมีวิธีการที่ซับซ้อนหรือเตรียมอะไรเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ใช้ช่วงเวลาธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ลูกมองเห็น เข้าใจ และเลือกแสดงความใส่ใจต่อผู้อื่นมากขึ้นในแบบของตัวเองได้
หากคุณพ่อคุณพ่อคุณแม่อยาก สอนลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่คิดว่าจะสอนหรือบอกลูกยังไง แต่คือการสอนให้ลูกมองเห็นช่วงเวลาเล็กๆ หรือรายละเอียดที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ ได้อย่างไรมากกว่า เพราะความจริงแล้วเพียงแค่ใช้ช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ลูกมองเห็น เข้าใจ และเลือกแสดงความใส่ใจต่อผู้อื่นมากขึ้นในแบบของตัวเองได้เช่นกัน
1. เมื่อเกิดความขัดแย้งกัน

ในช่วงเวลาที่ลูกกำลังเกิดความขัดแย้งระหว่างพี่น้องหรือเพื่อน คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกอยากรีบเข้าไปจัดการให้ทุกอย่างจบลงเร็วที่สุด แต่ถ้าเราลองชะลอจังหวะลงสักเล็กน้อย แล้วเปิดพื้นที่ให้ลูกแต่ละคนได้พูดถึงสิ่งที่ตัวเองรู้สึกหรือสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ จะช่วยให้สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลายอย่างลึกซึ้งมากขึ้น หลังจากนั้น ลองชวนลูกมองอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์ เช่น ความรู้สึกของอีกฝ่าย หรือสิ่งที่อีกคนอาจกำลังเผชิญอยู่ จะช่วยให้ลูกเริ่มเข้าใจว่าความรู้สึกของคนอื่นและไม่ได้มีเพียงแค่มุมของตัวเองเท่านั้น ลูกจะได้เรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่แค่การเอาชนะ แต่คือการเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันนั่นเอง
2. ช่วงเวลาในพื้นที่สาธารณะ

ในช่วงเวลาระหว่างวัน เช่น ตอนยืนต่อคิวหรือมีปฏิสัมพันธ์สั้นๆ กับคนแปลกหน้า หลายครั้งอาจเป็นแค่จังหวะเล็กๆ ที่ลูกไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่จริงๆ แล้วสถานการณ์เช่นนี้คือโอกาสดีที่จะใช้เรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจได้เป็นอย่างดี
คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ อย่างการขอบคุณ ยิ้มให้ หรือช่วยเหลือเล็กน้อย สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ แต่เป็นโอกาสให้ลูกได้ลองแสดงความใส่ใจต่อคนอื่นในชีวิตจริง เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ เข้า ลูกจะค่อยๆ คุ้นเคยกับการมองเห็นคนรอบตัวมากขึ้น และเริ่มตอบสนองด้วยความอ่อนโยนในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก
3. การดูแลสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในบ้าน

การดูแลสัตว์เลี้ยงหรือปลูกต้นไม้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ช่วยให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจผ่านการลงมือทำจริง คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัว เช่น ดินที่เริ่มแห้ง ใบไม้ที่ดูไม่สดใส หรือท่าทางของสัตว์เลี้ยงที่เหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่าง แทนที่จะบอกตรงๆ ลองค่อยๆ ชวนลูกคิดต่อด้วยคำถามง่ายๆ เพื่อให้ลูกได้เชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับความต้องการของอีกชีวิตหนึ่งด้วยตัวเอง
เมื่อการดูแลสิ่งเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำในทุกวัน ลูกจะค่อยๆ ซึมซับความใส่ใจและความอ่อนโยนเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปในระยะยาว
4. ช่วงเวลาของเรื่องเล่าและจินตนาการ

เรื่องราวในนิทานหรือสื่อที่ลูกรับชม เป็นเหมือนพื้นที่เล็กๆ ที่ปลอดภัย ให้ลูกได้ลองทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น โดยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง คุณพ่อคุณแม่อาจแค่หยุดเป็นช่วงสั้นๆ แล้วชวนลูกคิดเบาๆ เช่น ตัวละครกำลังรู้สึกแบบไหน หรืออะไรอาจช่วยให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น คำถามเล็กๆ แบบนี้จะค่อยๆ เปิดมุมมองให้ลูกได้คิดและจินตนาการมากขึ้น เมื่อคำถามไม่ได้มีคำตอบถูกหรือผิด ลูกก็จะรู้สึกสบายใจที่จะเล่าในแบบของตัวเอง และค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจต่อความรู้สึกของคนอื่นไปทีละนิด และถ้าชวนคุยอย่างพอดี โดยไม่ทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นการสอนมากเกินไป ลูกก็จะเรียนรู้ไปพร้อมกับความสนุกได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอนเลย
5. เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น

ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต และมักเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกจะได้เรียนรู้ทั้งความเข้าใจต่อตัวเองและต่อผู้อื่น แทนที่จะรีบตำหนิ คุณพ่อคุณแม่อาจค่อยๆ สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ลูกเห็นทั้งความตั้งใจของตัวเอง และความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นกับคนอื่นจากเหตุการณ์นั้น จากนั้นค่อยชวนลูกคิดต่อว่าเราจะดูแลความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างไร วิธีคิดแบบนี้จะค่อยๆ ช่วยให้ลูกเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองมากขึ้น
เมื่อคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้างๆ ลูกอย่างสงบ ไม่เร่ง ไม่ตัดสิน ลูกจะค่อยๆ ซึมซับว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว แต่เป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ และค่อยๆ ซ่อมแซมความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นอีกครั้ง
6. ช่วงเวลาก่อนเข้านอน

ช่วงเวลาก่อนเข้านอนที่ทุกอย่างค่อยๆ เงียบลงและสงบมากขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทบทวนเรื่องราวของทั้งวันอย่างไม่เร่งรีบ คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกลองนึกถึงเหตุการณ์เล็กๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือใคร หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในบางช่วงของวัน การพูดคุยแบบนี้จะค่อยๆ ช่วยให้ลูกเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองเข้ากับความเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น
แม้จะเป็นบทสนทนาสั้นๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จะค่อยๆ สร้างมุมมองที่ทำให้ลูกเริ่มเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์และความใส่ใจต่อคนรอบตัว และในขณะเดียวกัน ช่วงเวลาเล็กๆ นี้ก็ยังเติมความอบอุ่นและความใกล้ชิดระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
7. เมื่อมีคนในครอบครัวไม่สบาย

เมื่อมีใครสักคนในบ้านไม่สบาย ช่วงเวลาแบบนี้มักทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นโอกาสสำคัญที่ลูกจะได้เห็นการดูแลกันในชีวิตจริง คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกเข้ามามีส่วนร่วมเล็กๆ ตามวัย เช่น ช่วยหยิบน้ำ หยิบของ หรือดูแลสิ่งเล็กๆ รอบตัวคนที่ไม่สบาย พร้อมทั้งค่อยๆ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเราทำสิ่งเหล่านี้เพราะอะไร ระหว่างนั้น อาจชวนลูกสังเกตความต้องการของอีกฝ่ายไปด้วยว่าบางครั้งการดูแลไม่ใช่แค่การช่วยทำอะไรให้ แต่ยังรวมถึงการฟัง และการเคารพความต้องการของเขา เช่น บางช่วงอาจอยากมีคนอยู่เป็นเพื่อน แต่บางครั้งก็อาจอยากพักเงียบๆ ประสบการณ์แบบนี้จะค่อยๆ ทำให้ลูกเรียนรู้ทั้งความเมตตา และการเข้าใจขอบเขตของผู้อื่นไปพร้อมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ท้ายที่สุดแล้ว ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้เกิดจากการสอนเพียงครั้งเดียว แต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากช่วงเวลาธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อน แค่ค่อยๆ อยู่ข้างๆ เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้ลองมอง ลองรู้สึก และลองลงมือทำ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ เติบโตเป็นความเข้าใจที่มั่นคงอยู่ภายในใจของลูกไปตลอด

COMMENTS ARE OFF THIS POST