คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่รู้ดีว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวกส่งผลดีต่อลูกมาก เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยน (Gentle Parenting) จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเลี้ยงลูกที่ได้รับความนิยมจากคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ปัจจุบัน ยังมีเทคนิคการเลี้ยงลูกที่ผสมผสานระหว่างความอ่อนโยนแบบ Gentle Parenting กับความเข้มงวดที่กำลังดีเข้าไว้ด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Gentle-ish Parenting เป็นการเลี้ยงลูกที่เน้นการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก แต่อยู่ตรงกลางระหว่างคำว่า ‘ดุ’ และ ‘ใจดี’ ซึ่งเป็นแนวทางการเลี้ยงลูกที่ปรับมาจากหลักการ Gentle Parenting เพื่อให้การเลี้ยงดูมีการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขที่ชัดเจนมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการเคารพกันและกัน ซึ่งหมายถึงคุณพ่อคุณแม่เคารพในสิทธิ์และการตัดสินใจของลูก ส่วนลูกก็ต้องเคารพกฎระเบียบหรือข้อตกลงของคุณพ่อคุณแม่เช่นเดียวกัน
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากนำเทคนิคการเลี้ยงลูกแบบ Gentle-ish Parenting ไปใช้ เราก็รวบรวมแนวทางที่มีประโยชน์และทำตามได้ มาให้ในบทความนี้แล้วค่ะ
1. ให้ความสำคัญกับการยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

การเลี้ยงลูกแบบ Gentle-ish คือการเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าลูก และยอมรับเมื่อลูกทำเรื่องผิดพลาด เช่น เมื่อคุณพ่อคุณแม่เผลอใช้น้ำเสียงที่ไม่เหมาะสมกับลูก ให้รีบขอโทษลูกด้วยความจริงใจ และพยายามไม่ทำอย่างนั้นอีก, เมื่อลูกทำผิด ควรสอนให้ลูกรู้จักยอมรับผิด ขอโทษ และหาทางแก้ไขให้ดีขึ้นเช่นกัน
2. ตั้งขอบเขต (Boundaries) ที่มั่นคง

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าการเลี้ยงลูกที่คอยห้ามหรือตีกรอบให้ลูกมากเกินไป เท่ากับการขัดขวางพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูก จึงคิดว่าหากตามใจให้ลูกทำในทุกอย่างที่ต้องการ จะส่งผลดีกับลูกมากกว่า แต่การเป็นพ่อแม่แบบ Gentle-ish Parenting จะไม่ตามใจและไม่ห้ามลูกมากเกินไป แต่จะใช้วิธีกำหนดตั้งขอบเขตที่ชัดเจนและเหมาะสม พร้อมอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ เช่น ลูกสามารถเล่นอย่างอิสระได้ภายในขอบเขตเรื่องความปลอดภัย หรือลูกสามารถทำกิจกรรมของตัวเองได้ตามใจชอบแต่ยังอยู่ในขอบเขตของเวลานอนที่เคยตกลงกันไว้
3. ให้ทางเลือกและฝึกการตัดสินใจ

ชอบมากขึ้น เช่น เปิดโอกาสให้ลูกเลือกว่าอยากทำการบ้านก่อนแล้วค่อยเล่นเกม หรือเล่นเกม 30 นาทีแล้วค่อยมาทำการบ้าน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดทางเลือกให้จำกัดอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ และให้ได้ผลลัพธ์สุดท้ายอย่างที่ต้องการ เช่น ไม่ได้ให้เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นการให้ลูกเลือกลำดับกิจกรรมที่จะทำก่อนหรือหลังแทน
4. จัดการกับอารมณ์ด้วยความเข้าใจ

คุณพ่อคุณแม่อาจสติแตกเวลาที่ลูกงอแง ดื้อ หรือมีพฤติกรรมต่อต้าน และเผลอตอบโต้ลูกด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้เสียงดัง ใช้ความรุนแรง หรือพฤติกรรมเชิงลบที่ทำร้ายจิตใจลูก
แต่ความจริงแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจกับการเข้าใจธรรมชาติหรือพัฒนาการตามช่วงวัยของลูก ก็พอจะเข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมเหล่านั้นได้ เช่น ลูกอาจร้องไห้งอแงเพราะหิว เหนื่อย หรืออยากได้ความสนใจ ดังนั้น การตอบสนองที่เหมาะสมที่สุดคือปลอบโยนและแสดงความเข้าใจ เช่น บอกลูกว่าแม่รู้ว่าหนูเหนื่อยแล้ว งั้นเรามานั่งพักกันก่อน
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าใจที่มาของอารมณ์และพฤติกรรมของลูกแล้ว ก็จะสามารถหาทางรับมือกับลูกได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือทำพฤติกรรมที่ไม่ดีใส่ลูกเลยล่ะค่ะ

COMMENTS ARE OFF THIS POST