ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง Gentle Parenting หรือการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยน ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักใส่ใจความรู้สึกของลูก รับฟังอารมณ์ของลูก และลดการใช้ความรุนแรงหรือการลงโทษที่สร้างบาดแผลทางใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อความสัมพันธ์และพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มมีการพูดถึงคำว่า Gentle Parenting Backfire หรือภาวะที่การเลี้ยงลูกด้วยวิธีอ่อนโยนตีกลับ (และส่งผลเสีย) มากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยนเป็นเรื่องผิด แต่หมายถึงการนำแนวคิดเลี้ยงลูกอย่างอ่อนโยนหรือเลี้ยงลูกเชิงบวกไปใช้แบบสุดโต่ง จนกลายเป็นความเข้าใจที่ว่าพ่อแม่ที่ดีต้องไม่ขัดใจลูก ไม่ปฏิเสธ และต้องพยายามทำให้ลูกพอใจอยู่เสมอ
สุดท้ายแล้ว ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจที่ควรจะช่วยให้ลูกเติบโต กลับค่อยๆ กลายเป็นการตามใจลูกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ลูกไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดหวัง ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องแบกรับอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ จนเป็นฝ่ายที่หมดพลังในการเลี้ยงลูกไปเอง
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การเลี้ยงลูกเชิงบวกกลายเป็น Gentle Parenting Backfire สำหรับคุณพ่อคุณแม่ได้ ลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปพร้อมกันนะคะ
1. เพราะหลายคนเข้าใจว่า ‘อ่อนโยน’ หมายถึง ‘ตามใจ’

คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยพยายามหลีกเลี่ยงการดุ การลงโทษ หรือการทำให้ลูกเสียใจ เพราะกลัวว่าลูกจะมีปมในอนาคต จนบางครั้งไม่กล้าตั้งกฎหรือกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ในความเป็นจริง การเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยนไม่ได้หมายถึงการยอมลูกทุกเรื่อง เพราะแม้เราจะยอมรับความรู้สึกของลูกได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับทุกพฤติกรรมของลูกเสมอไป เพราะฉะนั้นลูกควรได้เรียนรู้ว่า ทุกบ้านมีกฎ มีขอบเขต และทุกคนต้องเคารพกติกาเหมือนกัน เพราะขอบเขตไม่ได้ทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ใจร้าย แต่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และรู้ว่าควรวางตัวอย่างไรในสังคม
2. เพราะพ่อแม่พยายามอธิบายและต่อรองกับลูกทุกเรื่อง

หลายครอบครัวพยายามใช้เหตุผลกับลูกในทุกสถานการณ์ แม้ในช่วงที่ลูกกำลังกรีดร้อง อาละวาด หรือควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เพราะเชื่อว่าการอธิบายอย่างใจเย็นคือหัวใจของ Gentle Parenting
แต่ในความเป็นจริง ช่วงที่เด็กกำลังมีอารมณ์รุนแรง สมองยังไม่พร้อมรับฟังเหตุผล การอธิบายยาวๆ หรือเปิดโอกาสให้ต่อรองทุกครั้ง อาจยิ่งทำให้เด็กสับสน และเรียนรู้ว่าทุกกฎสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากร้องไห้นานพอ บางครั้ง สิ่งที่ลูกต้องการในตอนนั้น ไม่ใช่เหตุผลเพิ่มเติม แต่คือผู้ใหญ่ที่มั่นคง พูดสั้นๆ ชัดเจน และรอคุยกันอีกครั้งเมื่อทุกคนใจเย็นลง
3. เพราะการพยายามเป็นพ่อแม่ที่ใจเย็นตลอดเวลา ทำให้เหนื่อยเกินไป

การเลี้ยงลูกเชิงบวกในโลกออนไลน์หลายครั้ง ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองต้องใจเย็นตลอดเวลา ต้องไม่โกรธ ไม่หลุด ไม่เสียงดัง และต้องอธิบายทุกอย่างด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเสมอ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครทำแบบนั้นได้ตลอดเวลา และเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องเก็บอารมณ์ของตัวเองไว้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับอารมณ์ของลูก ความเหนื่อย ความเครียด และความรู้สึกผิดก็เริ่มสะสม จนบางคนหมดความสุขกับการเป็นแม่ และเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟหรือซึมเศร้าได้
4. เพราะพ่อแม่พยายามหาสาเหตุของทุกพฤติกรรม จนลืมสอนเรื่องความรับผิดชอบ

เวลาลูกร้องไห้ อาละวาด หรือแสดงพฤติกรรมไม่น่ารัก พ่อแม่หลายคนพยายามคิดว่า ลูกคงมี ‘ความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง’ แนวคิดนี้ช่วยให้เราเข้าใจลูกมากขึ้นก็จริง แต่หากใช้มากเกินไป อาจกลายเป็นการหาข้ออธิบายให้ทุกพฤติกรรม จนลืมสอนว่าบางการกระทำก็ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม
เด็กสามารถโกรธ เสียใจ หรือผิดหวังได้ แต่การตีคน ขว้างของ หรือทำร้ายผู้อื่น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข และเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ
การปล่อยให้ลูกเผชิญกับผลลัพธ์ตามธรรมชาติ หรือผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรม จะช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบได้มากกว่าการเข้าไปแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง
5. เพราะเด็กบางคนก็ต้องการ ‘ขอบเขต’ มากกว่าที่เราคิด

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กที่มีความอ่อนไหวสูง หรือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) มักต้องการกิจวัตร กฎเกณฑ์ และขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น
หากกฎในบ้านเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของพ่อแม่ หรือเปลี่ยนทุกครั้งที่ลูกร้องไห้ ลูกจะยิ่งสับสน และอาจทดสอบขอบเขตซ้ำๆ เพราะไม่แน่ใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
เด็กไม่ได้ต้องการเพียงผู้ใหญ่ที่เข้าใจความรู้สึกของเขา แต่ยังต้องการผู้ใหญ่ที่มั่นคง และช่วยสร้างความแน่นอนให้กับชีวิตของเขาด้วย

COMMENTS ARE OFF THIS POST