READING

ยุ่งแค่ไหน ก็ไม่ควรลืม! : 6 พฤติกรรมที่ลูกอยากได้จ...

ยุ่งแค่ไหน ก็ไม่ควรลืม! : 6 พฤติกรรมที่ลูกอยากได้จากพ่อแม่

ชีวิตประจำวันของหลายครอบครัว คงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่ว่าจะต้องรีบไปส่งลูกที่โรงเรียน รีบไปทำงาน รีบกลับมาทำงานบ้าน หลายต่อหลายครั้งชีวิตที่เร่งรีบทำให้พ่อแม่ลูกมีเวลาให้กันน้อยลง หรือไม่ก็ต้องรอให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ไปเสียทุกครั้ง

หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยเข้า อาจทำให้ความสัมพันธ์และความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกลดลง โดยเฉพาะลูกอาจรู้สึกห่างเหินและไม่คุ้นเคยกับคุณพ่อคุณแม่ กลายเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเอง และไม่รู้จะทำอย่างไรในเวลาที่มีปัญหาหรือต้องการที่พึ่ง

และเพื่อไม่ให้การไม่มีเวลามาทำให้เกิดช่องว่างภายในครอบครัว เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถแสดงออกเพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจในความรักของคุณพ่อคุณแม่ได้ค่ะ

1. บอกรักกันทุกวัน

wantfromparents_web_1

การแสดงความรักที่ทำให้ลูกรับรู้ได้ทันที ก็คือการบอกรักลูก การบอกรักถือเป็นการย้ำเตือนให้ลูกมั่นใจว่าพ่อแม่รักเขาเสมอ ทำให้ลูกมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น และมีผลต่อการพัฒนาการที่ดีของลูกอีกด้วย

ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ควรบอกรักลูกด้วยความรู้สึกจริงๆ จากใจ มองตาลูกทุกครั้ง หรือสัมผัสร่างกายลูกเล็กน้อยเมื่อบอกรักเขา จะทำให้ลูกรับรู้ได้ถึงความรักและความใส่ใจที่คุณมีให้เขาเสมอ

เห็นไหมแค่บอกรักกันเพียงเท่านี้ก็ทำให้ทั้งลูกมีความสุข และพ่อแม่ก็มีความสุขไปด้วย

2. ใช้เวลาระหว่างเดินทางให้ลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง

wantfromparents_web_2

คุณพ่อคุณแม่ควรมีเวลาเล็กน้อยหรือใช้เวลาระหว่างเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้าน ในการถามลูกว่า ตอนอยู่ที่โรงเรียน ลูกมีความสุขดีไหม มีเพื่อนเล่น หรือมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า เพราะแต่ละวันลูกอาจจะมีเรื่องที่อยากเล่าให้คุณฟังมากมายไปหมด

การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่าชีวิตในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากลูกมีปัญหาอะไรคุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้ทัน สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องพยายามไม่ดุด่าลูกจากสิ่งที่ลูกเล่า เพราะจะทำให้เขาไม่กล้าเล่าชีวิตประจำวันของตัวเองให้คุณฟังอีก

แต่ถ้าถามแล้วลูกดูไม่ค่อยอยากจะเล่าเรื่องตัวเองสักเท่าไหร่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้วิธีการปรับคำถาม เลี่ยงการใช้คำถามปลายปิด ใช่หรือไม่ใช่ เช่น วันนี้การบ้านเยอะใช่ไหม เพราะลูกจะเลือกตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ลองเปลี่ยนเป็นคำถามปลายเปิด เพือให้ลูกได้อธิบายต่อไป เช่น เดี๋ยวกลับไปหนูต้องทำการบ้านวิชาอะไรบ้าง วันนี้ตอนกินข้าวกลางวันหนูนั่งใกล้ใครเหรอคะ หรือวันนี้คุณครูสอนเรื่องอะไรที่หนูชอบมากที่สุด

เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รู้ความเป็นไปของลูกและลูกก็จะไม่รู้สึกว่าถูกปล่อยปละละเลยอีกต่อไป

3. ลองกอดกันดูสิ

wantfromparents_web_3

การกอดเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อยมาก เพียงแค่ตื่นเช้ามากอดกัน ไปส่งโรงเรียนก็กอดกัน เมื่อไปรับลูกกลับจากโรงเรียนก็กอดกัน

การกอด เป็นการแสดงความรักที่ดีมาก การกอดหนึ่งครั้งจะทำให้ร่างกายหลั่งสารออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นสารแห่งความรัก ช่วยให้เด็กรู้สึกผูกพันกับพ่อแม่ อารมณ์ดี รวมไปถึงทำให้ลูกมีจิตใจดีมีเมตตาขึ้นอีกด้วย

และก็คงไม่ใช่แค่กับลูกที่ได้รับประโยชน์นี้ แต่พ่อแม่ก็ยังได้เป็นการเติมความผูกพันไปสู่ลูก และได้รับจากลูกกลับมาเช่นกัน

4. เล่นกับลูกทุกครั้งที่มีเวลา

wantfromparents_web_4

การเล่นถือเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญในก้าวแรกของชีวิตลูก ทำให้ได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ และสำคัญคือไม่มีของเล่นชิ้นไหนที่ลูกอยากได้เท่ากับของเล่นที่มีชื่อว่าพ่อแม่อีกแล้ว

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ เล่นกับลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องตลก อ่านนิทาน วิ่งไล่จับกันเล็กน้อยหรือแม้แต่การเล่นบทบาทสมมติกับลูกเพียงไม่กี่นาที เท่านี้ก็เติมเต็มทั้งความสัมพันธ์ จินตนาการ รวมไปถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเจ้าตัวน้อยได้เป็นอย่างดี

5. พูดชมลูกเมื่อลูกทำได้ดี แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย

wantfromparents_web_5

เพียงแค่ลูกยอมตื่นเช้าขึ้นมา อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว โดยไม่งอแง เรื่องเล็กๆ เท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเอ่ยปากชื่นชมเขาได้ นอกจากจะเป็นการทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี ยังมีแนวโน้มว่าลูกจะอยากทำแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ การพูดชมลูกยังเป็นการเพิ่มคุณค่าในตัวเอง (Self esteem) ลูกจะรู้สึกว่ารักความเป็นตัวเอง มั่นใจในตัวเองกล้าทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น

และการชมที่ส่งพลังได้ดี ก็คือการชมแบบซุบซิบ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ คนเรามักจะรู้สึกบวกหรือลบได้ง่ายกับคำพูดที่มาในลักษณะของการกระซิบหรือแอบบอก ดังนั้น แทนที่จะชมลูกต่อหน้าทุกครั้ง ลองทำเป็นพูดชมลูกให้คุณตาฟัง หรือแม้แต่ทำเป็นพูดกับตุ๊กตาตัวโปรดของเขา ว่าวันนี้คุณเห็นว่าเขาเก่งแค่ไหน รับรองว่าลูกจะมีกำลังใจในการทำตัวดีๆ มากขึ้นแน่นอน

6. กินข้าวด้วยกันอย่างน้อยวันละมื้อ

wantfromparents_web_6

การนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะอาหารกัน ถือเป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวที่ดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้พูดคุยเรื่องตลกที่ไร้สาระ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเลยก็คือใช้เวลากินข้าวในการพูดเรื่องเครียดหรือสร้างความกดดันบนโต๊ะอาหาร เพราะจะเป็นการทำให้เด็กรู้สึกว่าการกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและน่ากลัว

 

 

อ้างอิง
medium
parents
understood

Anittha R

หลงรักธรรมชาติของความเป็นเด็ก ชอบดูหนัง ชอบหนังสือนิทาน รักการเลี้ยงต้นไม้ และใฝ่ฝันอยากทำสวนกระบองเพรชที่มีดอกเยอะๆ

COMMENTS ARE OFF THIS POST