เด็กหลายคนเติบโตขึ้นมาพร้อมคำสอนว่าให้ทำตัวเป็น ‘เด็กดี’ ซึ่งหมายถึง เด็กที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่ดื้อ ไม่เถียง และไม่สร้างปัญหาให้คุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะได้รับคำชื่นชมจากสังคมและคนรอบข้าง จนทำให้คุณพ่อคุณแม่บางคนเชื่อว่าการเป็นเด็กดีของลูก นับเป็นสัญญาณการเลี้ยงดูที่ประสบความสำเร็จของคุณพ่อคุณแม่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาอธิบายว่า หากเด็กต้องพยายามทำตัวเป็นเด็กดี (ในสายตาผู้ใหญ่) มากเกินไป อาจกำลังสะท้อนพฤติกรรม Good Child Syndrome ซึ่งไม่ได้เป็นโรคหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่เป็นรูปแบบของความคิดและพฤติกรรมที่ทำให้คนคนหนึ่งเชื่อว่าการได้รับความรักและการยอมรับจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทำตัวเรียบร้อย เชื่อฟัง และเป็นที่พอใจของผู้อื่น
แม้เด็กที่มีลักษณะของ Good Child Syndrome จะดูเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย มีความรับผิดชอบ และไม่ทำตัวเป็นปัญหากับผู้อื่น แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ นอกจากการเป็นเด็กดีแล้ว ลูกกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองหรือเปล่า กล้าปฏิเสธ กล้าทำผิด กล้าบอกว่าเหนื่อย หรือกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองหรือไม่ เพราะเด็กที่จะเติบโตอย่างมีความสุขและสุขภาพใจแข็งแรงนั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคนอื่นตลอดเวลา แต่คือเด็กที่รู้ว่า ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือทำพลาด คุณพ่อคุณแม่ก็พร้อมที่จะให้ความรักและการยอมรับในตัวตนนั้นๆ เสมอ
5 สัญญาณ ที่บอกว่าลูกกำลังอยู่ในภาวะ ‘Good Child Syndrome’
1. ปฏิเสธคนไม่เป็น และรู้สึกผิดเมื่อต้องตั้งขอบเขตให้ตัวเอง

เด็กที่เติบโตมากับการได้รับคำชมว่าเป็นเด็กดี มักเข้าใจว่าการทำให้คนรอบตัวพอใจคือสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ยอมตามเพื่อน หรือหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหา เพราะยิ่งทำตัวเรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายมากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับคำชมและการยอมรับมากขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง ทำให้ลูกกลายเป็นคนให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าความต้องการของตัวเอง เช่น ไม่กล้าปฏิเสธ รู้สึกผิดทุกครั้งที่อยากพูดว่า ‘ไม่’ หรือเลือกปกป้องขอบเขตของตัวเอง แม้เรื่องนั้นจะทำให้ตัวเองเหนื่อยหรือไม่มีความสุขก็ตาม เพราะลึกๆ ยังเชื่อว่าการเป็นคนดี คือการยอมคนอื่นอยู่เสมอ จนละเลยความรู้สึกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
2. เก็บอารมณ์ไว้จนหมดแรง หรือระเบิดออกมาในวันหนึ่ง

เด็กที่คุ้นเคยกับการทำทุกอย่างให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ใหญ่ มักไม่อยากทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือคนรอบตัวผิดหวัง จึงเลือกเก็บอารมณ์ด้านลบเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความน้อยใจ ความเสียใจ หรือความไม่พอใจ เพราะกลัวว่าหากแสดงความรู้สึกออกมา จะถูกมองว่าเป็นเด็กดื้อ เด็กไม่น่ารัก หรือทำให้ผู้ใหญ่เสียใจ
แม้ภายนอกจะดูเป็นเด็กเรียบร้อยและไม่ค่อยมีปัญหา แต่การกดเก็บอารมณ์ไว้ ไม่ได้ทำให้อารมณ์เหล่านั้นหายไป เด็กอาจค่อยๆ ชินกับการไม่รับฟังความรู้สึกของตัวเอง จนเมื่อเติบโตขึ้น บางคนรู้สึกไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง เหนื่อยล้าสะสม หรือระเบิดความรู้สึกทั้งหมดออกมาในวันที่รับไม่ไหว
3. ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับคำชมและความสมบูรณ์แบบ

คำชื่นชมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีความมั่นใจได้ แต่ถ้าหากว่าลูกได้รับการชื่นชมเฉพาะในวันที่ทำคะแนนดี ทำตัวเรียบร้อย หรือทำทุกอย่างได้ตามที่ผู้ใหญ่คาดหวัง อาจทำให้ลูกเรียนรู้ว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับผลงานและการยอมรับจากคนอื่น มากกว่าการเห็นคุณค่าในตัวเอง
เมื่อลูกเติบโตขึ้น จึงมักกดดันตัวเองให้ทำทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ กลัวความผิดพลาด และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าทันทีเมื่อทำอะไรไม่สำเร็จ หรือไม่ได้รับคำชื่นชมเหมือนที่ผ่านมา
4. เป็นคนตัดสินใจเรื่องชีวิตตัวเองได้ยาก

เด็กที่คุ้นเคยกับการทำตามคำสั่งหรือความคาดหวังของผู้ใหญ่ อาจไม่ค่อยมีโอกาสได้ฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะหลายเรื่องมีคนเลือกไว้ให้แล้ว ตั้งแต่กิจกรรมหลังเลิกเรียน การเรียนพิเศษ ไปจนถึงการวางแผนอนาคต
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ หลายคนจึงรู้สึกสับสนเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคณะ เลือกอาชีพ หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ คืออะไร หรือสิ่งที่กำลังเลือกนั้นเป็นความต้องการของตัวเอง หรือเป็นเพียงความคาดหวังของคนรอบข้างที่คุ้นเคยกับการทำตามมาตลอด
5. มีปัญหาด้านความสัมพันธ์ เพราะไม่เคยกล้าเป็นตัวเอง

เมื่อเติบโตมากับความเชื่อว่าการได้รับการยอมรับเกิดจากการทำตัวเรียบร้อยและไม่สร้างปัญหา เด็กหลายคนจึงคุ้นเคยกับการซ่อนความรู้สึก ปรับตัวให้เป็นในแบบที่คิดว่าคนรอบตัวต้องการ มากกว่าการแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
เมื่อเติบโตขึ้น พฤติกรรมนี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะแม้จะเป็นคนอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย และไม่ค่อยมีปัญหากับใคร แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับในแบบที่เป็นจริงๆ บางคนไม่กล้าพูดความต้องการของตัวเอง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือกังวลว่าหากเป็นตัวเองจริงๆ คนอื่นจะไม่รักและไม่ยอมรับ จึงทำให้การสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดใจและจริงใจเป็นเรื่องยากกว่าที่ควรจะเป็น

COMMENTS ARE OFF THIS POST