การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ พฤติกรรมด้านสุขอนามัยของหลายคนในสังคมเปลี่ยนไปถาวร เช่น ล้างมือบ่อยขึ้น ไม่หยิบหรือใช้สิ่งของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก พ่อแม่หลายคนยิ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและความสะอาดทั้งของตัวเองและลูกมากเป็นพิเศษ อุปกรณ์ฆ่าเชื้อกลายเป็นไอเท็มสำคัญที่ขาดไม่ได้ สเปรย์แอลกอฮอล์ต้องพร้อม ทิชชู่เปียกต้องมีติดกระเป๋า ลูกจะหยิบจับอะไรก็ต้องรีบเช็ดรีบห้าม ไม่อยากให้เชื้อโรคมาใกล้หรือทำร้ายลูกได้แม้แต่นิดเดียว
พฤติกรรมเหล่านี้ ทางการแพทย์มีแนวคิดที่เรียกว่า Hygiene Hypothesis หรือสมมติฐานด้านสุขอนามัย และครั้งแรกในปี 1989 โดย David Strachan นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ และได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยกุมารแพทย์รวมถึงนักภูมิคุ้มกันวิทยาในยุคปัจจุบัน เพื่ออธิบายว่าทำไมเด็กในเมืองหลวงหรือบ้านที่รักษาความสะอาดมากจนเกินไปถึงเป็นภูมิแพ้กันมาก ซึ่งการที่เด็กเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สะอาดเกินไปจนแทบไม่ได้สัมผัสจุลินทรีย์ในธรรมชาติเลย อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ลูกป่วยง่าย เพราะถูกขัดขวางการสร้างเกราะป้องกันตัวเองตามธรรมชาติ
ดังนั้น ความหวังดีที่อยากให้ลูกปลอดภัยในพื้นที่ที่สะอาดเอี่ยม จึงอาจเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะยิ่งเราพยายามกักตัวลูกให้อยู่ห่างจากสิ่งสกปรกมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น จนกลายเป็นปัญหาทำให้ ลูกป่วยง่าย เมื่อออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้
1. ระบบภูมิคุ้มกันขาดการเรียนรู้และตอบสนองไวเกินไป

ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กต้องได้รับการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา เมื่อลูกได้ออกไปเล่นเลอะเทอะ สัมผัสฝุ่น ดิน หรือทรายตามธรรมชาติ ร่างกายจะได้รับจุลินทรีย์และเชื้อโรคชนิดอ่อนๆ เข้าไป และจะเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเรียนรู้ว่าสิ่งไหนคืออันตรายและสิ่งไหนปลอดภัยต่อร่างกาย
แต่เมื่อสภาพแวดล้อมสะอาดเกินไปจนระบบภูมิคุ้มกันไม่มีการจำลองสถานการณ์เพื่อฝึกฝนรับมือ ย่อมส่งผลให้เม็ดเลือดขาวขาดประสบการณ์ และเมื่อวันหนึ่งที่ลูกต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกแล้วเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ระบบภูมิคุ้มกันที่ขาดการฝึกฝนจะเกิดภาวะตอบสนองไวและรุนแรงเกินจริง (Overreact) จนแสดงออกมาเป็นอาการแพ้ มีน้ำมูก หรือผื่นคันตามร่างกายนั่นเอง
2. เสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยจากหลายสถาบันทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สะอาดจนเกินไป มีอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) ภูมิแพ้อากาศ และโรคหอบหืด สูงกว่าเด็กที่เลี้ยงปล่อยให้เล่นตามธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิจัยพบว่า จุลินตรีย์ตามธรรมชาติที่อยู่บนตัวสัตว์เลี้ยง ในดิน หรือในฝุ่นบางชนิด มีส่วนสำคัญมากในการช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (T-helper cells) ให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง หากป้องกันไม่ให้ลูกเจอสิ่งเหล่านี้เลย จึงกลายเป็นการตัดโอกาสไม่ให้ร่างกายสร้างเกราะป้องกันตัวเองได้
3. ขัดขวางพัฒนาการด้านประสาทสัมผัส (Sensory Development)

และนอกเหนือจากเรื่องทางกายภาพแล้ว การที่พ่อแม่คอยห้ามว่าลูกว่า ‘อย่าจับนะ’ ‘ตรงนี้สกปรก’ หรือ ‘ลุกขึ้นเลยลูกเดี๋ยวเปื้อน’ ตลอดเวลา จะทำให้เด็กเกิดความกลัวและเป็นการขัดขวางพัฒนาการด้านการเล่นผ่านประสาทสัมผัส (Sensory Play) ได้ เพราะสมองของเด็กวัยเจริญเติบโตจำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการสัมผัสพื้นผิวที่หลากหลาย ทั้งความหยาบของทราย ความเปียกของโคลน หรือความเย็นของใบไม้ การห้ามเพราะกลัวเชื้อโรคจึงทำให้อัตราการเรียนรู้ของสมองลดลงอย่างน่าเสียดาย
4. หาความสมดุลระหว่างความสะอาดกับการปล่อยให้ลูกเรียนรู้

แม้ว่าการปล่อยให้ลูกเจอเชื้อโรคบ้างอาจจะเป็นประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ลูกเล่นเลอะเทอะโดยไม่ดูแลสุขอนามัยเลย
หัวใจสำคัญคือเราต้องหาทางสายกลางเพื่อรักษาสุขภาพและฝึกระเบียบวินัยควบคู่กันไปด้วย เช่น การล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำยังคงเป็นกฎเหล็กที่ต้องทำอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ออกไปวิ่งเล่นในสวน สัมผัสดิน ทราย หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องคอยฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อทุกๆ 10 นาที เพราะการปล่อยให้ลูกเล่นเลอะเทอะเพื่อเรียนรู้ในขอบเขตที่เหมาะสมบ้าง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกเติบโตมาได้อย่างแข็งแรงและสมบูรณ์

COMMENTS ARE OFF THIS POST