มีหลายสิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลเกี่ยวกับเลี้ยงดูลูก และความกังวลนั้นก็เปลี่ยนเป็นความพยายามทุ่มเทให้ลูกอย่างเต็มที่ ตั้งแต่เลือกโรงเรียน วางแผนกิจกรรมเสริมทักษะ คอยดูแลการบ้าน ไปจนถึงพยายามติดตามทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน เพราะเชื่อว่าการทุ่มเทเต็มที่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกได้
แนวทางการ เลี้ยงลูกแบบทุ่มสุดตัว หรือ Intensive Parenting คือ การเลี้ยงดูที่คุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมกับลูกในทุกมิติและทุกช่วงเวลา คอยติดตามชีวิตของลูกอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดการตารางชีวิตของลูกในทุกกิจกรรม เพื่อให้ลูกมีความพร้อมสำหรับทุกๆ โอกาสที่จะเข้ามาในชีวิต
ข้อดีของการ เลี้ยงลูกแบบทุ่มสุดตัว ก็คือ พัฒนาการของลูกจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เด็กๆ ที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูด้วยความใส่ใจเต็มที่ มีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีวินัยสูงเพราะถูกกวดขันมาโดยตลอด และความใกล้ชิดระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกจะทำให้อีกทั้งการเลี้ยงลูกแบบนี้สามารถสังเกตพฤติกรรมของลูกได้มากขึ้น สามารถให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ลูกได้ทันท่วงที
แต่ถึงอย่างนั้นการเลี้ยงลูกแบบที่พ่อแม่ทุ่มเทสุดตัวตลอดเวลา ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกและความสัมพันธ์ในครอบครัวได้
1. ความเครียดและความกดดันสูง

การเลี้ยงลูกแบบ Intensive Parenting จะทำให้ลูกรู้สึกกดดัน เพราะถูกตั้งความคาดหวังไว้สูง และจะต้องพยายามทำให้คุณพ่อคุณแม่พอใจ และเป็นไปตามมาตรฐานที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งไว้ อาจนำไปสู่การมีความเครียดสะสม หรืออาจมีความวิตกกังวลว่าจะไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นไปสู่การหมดไฟ (Burnout) ตั้งแต่อายุยังน้อย
2. กลัวความล้มเหลวและนำคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับผลงาน

เมื่อลูกๆ ถูกคุณพ่อคุณแม่คอยติดตามเฝ้าดูผลงานและการกระทำตลอดเวลา จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกกังวลว่า หากทำอะไรผิดพลาดไป จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง และอาจไม่ได้รับความรักเหมือนที่เคย เพราะลูกเติบโตมากับความรู้สึกที่ว่า คุณค่าและความรักที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับผลงาน เมื่อเกิดความล้มเหลวขึ้นจะทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง อีกทั้งปัญหานี้ อาจทำให้ลูกหาทางออกสำหรับการทำผลงานให้ออกมาดี ด้วยวิธีที่ไม่สมควร เช่น การลอกการบ้านหรือข้อสอบเพื่อนได้
3. ขาดความเป็นตัวเอง และขาดทักษะด้านการตัดสินใจ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่กำหนดเป้าหมายในชีวิตให้กับลูกในทุกๆ ด้าน จะส่งผลให้เด็กขาดเป้าหมายในชีวิต ไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเองต้องคอยเดินตามเส้นทางที่ถูกวางไว้ อีกทั้งลูกจะไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะโตมาด้วยคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่มาตลอด
การชี้นำเป้าหมายให้กับลูกไม่ใช่เรื่องผิด แต่คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดพื้นที่ให้ลูกได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความรู้สึกของตัวเองบ้าง เพื่อให้ลูกรู้สึกมีตัวตน อันเป็นฐานหลักของการสร้างความเชื่อถือในตัวเอง
4. บรรยากาศในครอบครัวตึงเครียด

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตั้งความหวังและเป้าหมายให้กับลูก นอกจากสิ่งนี้จะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดต่อลูกในการที่จะต้องทำตามเป้าหมายแล้ว คนที่เครียดไม่แพ้กันก็คือตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ที่สร้างความคาดหวังไว้สูง และหากลูกไม่สามารถพิชิตเป้าหมายนั้นได้ ความผิดหวังก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่หาหนทางแก้ไขหรือทางออกให้กับลูกซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นการกดดันทั้งตัวลูกและกดดันตัวผู้ปกครองเองด้วย อีกทั้งเมื่อคุณพ่อคุณแม่มีทางออกที่แตกต่างกัน ก็อาจนำไปสู่การไม่เข้าใจกันและเสี่ยงต่อการทะเลาะกันได้
5. เสี่ยงต่อภาวะหมดไฟในการเลี้ยงลูก

การทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อจัดการชีวิตลูก เช่น คอยไปรับไปส่ง และแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้กับลูกอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มีเวลาในการใช้ชีวิต ฟื้นฟูความรู้สึก หรือไม่มีพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า อารมณ์แปรปรวน ไม่มีสมาธิในการเลี้ยงดูลูก จนนำไปสู่อาการหมดไฟในการเลี้ยงลูก และส่งผลต่อครอบครัวต่อไปได้
การใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาในการพักผ่อนเติมพลังกายและพลังใจแล้ว พลังงานที่ดีนี้ก็จะส่งผลไปยังลูกด้วยเช่นกัน

COMMENTS ARE OFF THIS POST