ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เด็กและวัยรุ่นไม่ได้มองว่า LGBTQ+ เป็นเรื่องผิดปกติ น่าอาย หรือจำเป็นต้องปิดบังเหมือนยุคสมัยก่อน
ในมุมคุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัวเมื่อ ลูกบอกว่าเป็น LGBTQ+ นั่นย่อมไม่ใช่การพูดคุยหรือบทสนทนาทั่วไป แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นใจในตัวเองของลูก งานวิจัย Family Acceptance Project ของ Caitlin Ryan พบว่า เด็กและวัยรุ่นที่รู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากครอบครัว มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาวะทางใจและความมั่นคงทางอารมณ์ที่ดีกว่า
สิ่งสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เมื่อ ลูกบอกว่าเป็น LGBTQ+ แล้วจะตอบสนองหรือรับมืออย่างไรให้ลูกไม่รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับหรือไม่เข้าใจ ยังมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวตนของเขาไม่ทำให้ความรักในบ้านลดลง และเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัว เพราะสำหรับเด็กหลายคน การที่ ลูกบอกว่าเป็น LGBTQ+ แล้วได้รับการรับฟังอย่างอ่อนโยนจากคนในบ้าน อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เขากล้าเป็นตัวเองได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
1. ให้ลูกเป็นคนเลือกเวลาที่จะเล่าเรื่องของตัวเอง

สำหรับลูก การพูดเรื่องนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจ ยอมรับ หรือรู้สึกเปลี่ยนไปหรือไม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรรอให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มพูดด้วยตัวเองและเปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่เร่ง ไม่คาดคั้น ขัดจังหวะ หรือรีบสรุปในสิ่งที่ลูกกำลังรู้สึก
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แม้ลูกจะเปิดใจบอกคุณพ่อคุณแม่แล้ว อาจไม่ได้หมายความว่าลูกพร้อมให้ทุกคนรับรู้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเคารพการตัดสินใจของลูกว่าอยากบอกใคร เมื่อไร และมากน้อยแค่ไหน เพราะการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวควรเป็นสิ่งที่ลูกมีสิทธิ์เลือกและตัดสินใจด้วยตัวเอง
2. สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุด คือการรู้ว่ายังถูกรักเหมือนเดิม

การเปิดใจพูดเรื่องความรู้สึกหรือความเป็นตัวเองกับครอบครัว มักมาพร้อมกับความกังวลว่าความสัมพันธ์ในบ้านจะเปลี่ยนไป กลัวว่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง หรือกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ลูกอาจอยากได้ยินที่สุด ไม่ใช่คำถามมากมาย แต่คือการได้รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ยังรักและมองลูกเป็นลูกคนเดิมด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น “ขอบคุณที่ไว้ใจบอกพ่อแม่นะ” หรือ “ไม่ว่าอย่างไร พ่อแม่ก็รักลูก” อาจช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย เพราะทำให้ลูกรู้ว่าการพูดความจริงไม่ได้ทำให้สูญเสียความรักจากคนในครอบครัว
3. อย่ารีบตัดสินลูกแบบเหมารวม

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเหมารวมหรือตัดสินลูกจากภาพจำบางอย่าง เช่น ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกผู้หญิงชอบเล่นฟุตบอลหรือทำตัวผาดโผน เพราะพฤติกรรม ความสนใจ หรือบุคลิกภายนอก ไม่อาจเป็นเครื่องยืนยันตัวตนของใครได้
เมื่อลูกเปิดใจ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องพยายามแสดงออกหรือบอกว่า “แม่รู้อยู่แล้ว” หรือ “พ่อดูออกตั้งนานแล้ว”เพราะแม้จะพูดด้วยความไม่ได้ตั้งใจหรืออยากให้ลูกสบายใจขึ้น แต่อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองถูกมองผ่านภาพจำบางอย่างมาก่อนแล้ว
สิ่งที่จะทำให้การพูดคุยเป็นไปด้วยดีมากขึ้นคือการตอบกลับอย่างเรียบง่าย เช่น “ขอบคุณที่ไว้ใจบอกพ่อกับแม่” และทำให้ลูกรู้ว่าตัวตนของเขายังได้รับความรักและการยอมรับจากพ่อแม่เหมือนเดิม
4. ลูกไม่ควรต้องพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้พ่อแม่ยอมรับ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเผลอถามด้วยความกังวล เช่น “แน่ใจแล้วเหรอ” “ลูกยังเด็กเกินไปหรือเปล่า” หรือ “อาจเป็นแค่ช่วงสับสนไหม” แม้คำถามเหล่านี้จะเกิดจากความเป็นห่วง แต่สำหรับลูกแล้ว อาจทำให้รู้สึกเหมือนต้องพยายามพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้คนในครอบครัวยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริง
ความจริงแล้ว การทำความเข้าใจตัวเองเป็นเรื่องที่แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน และไม่มีใครรู้ความรู้สึกภายในของลูกได้ดีไปกว่าตัวลูกเอง สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การรีบหาคำตอบว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ในอนาคต แต่คือการทำให้ลูกรู้ว่าในวันที่ลูกกล้าเปิดใจพูดความจริงกับคุณพ่อคุณแม่ นั่นคือวันที่ลูกกำลังต้องการความเข้าใจ การรับฟัง และความรู้สึกปลอดภัยจากคนในครอบครัวมากที่สุด

COMMENTS ARE OFF THIS POST