การตั้งชื่อลูกเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนให้ความสำคัญ บางครอบครัวเลือกชื่อจากความหมาย บางคนอยากให้ชื่อคล้องจองหรือเข้ากับชื่อคุณพ่อคุณแม่ บางคนเลือกชื่อที่เป็นศิริมงคล และอีกหลายครอบครัวอยากให้ลูกมีชื่อที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จึงเลือกใช้คำที่ไม่ค่อยมีคนใช้ หรือสะกดด้วยตัวอักษรที่แตกต่างออกไป เพื่อให้ชื่อของลูกมีเอกลักษณ์และเป็นน่าจดจำ
ที่ประเทศญี่ปุ่นมีกระแสการตั้งชื่อลูกที่เรียกว่า Kirakira Names หรือชื่อที่มีการอ่านและใช้อักษรคันจิแบบแปลกใหม่ จนมีชื่ออย่าง ไนกี้ (騎士) ปิกาจู (光宙) หรือพุดดิ้ง (布丁) และเกิดปัญหาว่า แม้จะเห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่ตรงหน้า แต่คุณครู บุคลากรทางการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถรู้ได้ว่าชื่อนั้นควรอ่านว่าอะไร จนในปี 2025 ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎใหม่เกี่ยวกับการ ตั้งชื่อลูก โดยกำหนดให้การอ่านชื่อที่แจ้งเกิดต้องเป็นการอ่านที่สามารถเชื่อมโยงกับตัวอักษรคันจิที่ใช้ได้อย่างยอมรับได้
แน่นอนว่า การตั้งชื่อลูกแปลกหรือมีวิธีสะกดไม่เหมือนคนอื่นไม่ได้เป็นเรื่องผิด แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องคิดเผื่อไปถึงวันที่ลูกต้องใช้ชื่อนั้นด้วยตัวเอง เพราะการเขียนและอ่านชื่อจะมีผลกับลูกตั้งแต่วันที่ต้องมีคนภายนอก เช่น คุณครูที่ต้องอ่านและเรียกชื่อลูก การแนะนำตัวกับเพื่อน การกรอกเอกสาร ไปจนถึงวันที่ต้องเขียนชื่อลงในเรซูเม่สมัครงาน และหากชื่ออ่านหรือออกเสียงยาก ลูกอาจต้องคอยบอกวิธีอ่าน แก้คำเรียก หรืออธิบายชื่อของตัวเองซ้ำๆ อยู่เสมอ
ดังนั้น ก่อน ตั้งชื่อลูก นอกจากความหมาย ความไพเราะ หรือความไม่เหมือนใครแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจลองคิดเผื่อไปถึงวันที่ลูกต้องเป็นคนแนะนำชื่อนี้ด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งให้ด้วยความตั้งใจและปรารถนาดี ต้องกลายเป็นชื่อที่สร้างความยุ่งยากให้ลูกในอนาคต
1. ชื่ออาจกลายเป็นเรื่องที่เพื่อนหยิบมาล้อ

วัยเด็กเป็นช่วงที่สามารถกลายเป็นฉายาประจำตัวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง นิสัย หรือแม้แต่ชื่อ หากชื่อของลูกมีเสียงหรือความหมายที่สามารถนำไปเล่นคำได้ เพื่อนบางคนก็อาจนำมาเรียกเพี้ยน ตั้งฉายา หรือล้อเพื่อสร้างเสียงหัวเราะได้
แน่นอนว่าเด็กที่มีชื่อแปลกไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกล้อทุกคน แต่หากการล้อเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ลูกรู้สึกอายหรือไม่อยากให้ใครเรียกชื่อจริงของตัวเอง ปัญหาก็อาจไม่ได้อยู่ที่ชื่อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสบการณ์ทางสังคมที่ลูกต้องเจอจากชื่อนั้นด้วย โดยเฉพาะในวัยที่เด็กกำลังสร้างความมั่นใจและเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวตนของตัวเอง
2. ต้องคอยบอกคนอื่นว่า ชื่ออ่านแบบนี้

หากทุกครั้งที่เปิดเทอม เจอคุณครูคนใหม่ ไปเรียนพิเศษ หรือแนะนำตัวกับคนที่เพิ่งรู้จัก ลูกต้องคอยบอกว่าชื่อของตัวเองอ่านว่าอะไร หรือคอยแก้เมื่อมีคนอ่านผิด เรื่องที่ดูเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่อาจกลายเป็นความยุ่งยากที่ลูกต้องเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
มีงานวิจัยพบว่า คนเรามีแนวโน้มรู้สึกในทางบวกกับชื่อที่ออกเสียงง่ายมากกว่าชื่อที่ออกเสียงยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าชื่อที่อ่านยากทำให้เจ้าของชื่อมีบุคลิกหรือความมั่นใจน้อยกว่า แต่สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ความง่ายหรือยากในการออกเสียงชื่อ ก็สามารถส่งผลต่อความรู้สึกแรกที่คนอื่นมีต่อเจ้าของชื่อได้
3. คนอื่นอาจสร้างความรู้สึกต่อเจ้าของชื่อ ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน

งานวิจัยเกี่ยวกับ Name-Pronunciation Effect พบว่า คนที่มีชื่อออกเสียงง่ายมีแนวโน้มได้รับการประเมินในทางบวกมากกว่าคนที่มีชื่อออกเสียงยาก ทั้งที่ผู้ประเมินยังไม่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของคนคนนั้น
เรื่องนี้จึงไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องเลือกเฉพาะชื่อธรรมดาหรือชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่ช่วยให้เห็นว่า นอกจากชื่อจะเป็นสิ่งที่บอกตัวตนของลูกแล้ว ยังเป็นสิ่งแรกๆ ที่คนอื่นใช้ทำความรู้จักกับลูกเช่นกัน การเลือกชื่อที่มีเอกลักษณ์แต่ยังสามารถอ่าน เรียก และจดจำได้ไม่ยาก จึงอาจช่วยให้ลูกใช้ชื่อนั้นได้อย่างสบายใจมากขึ้น
4. ผลของชื่ออาจตามไปถึงตอนสมัครงาน

เมื่อลูกเติบโตขึ้น ชื่อจะไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่จะปรากฏอยู่บนเรซูเม่ ใบสมัครงาน อีเมล และเอกสารต่างๆ งานวิจัยของ Qi Ge และ Stephen Wu ที่ตีพิมพ์ใน American Economic Journal: Economic Policy พบว่า ในข้อมูลที่ศึกษา ผู้สมัครที่มีชื่อออกเสียงยากมีผลลัพธ์ด้านการจ้างงานบางอย่างด้อยกว่าผู้สมัครที่มีชื่อออกเสียงง่าย และพบรูปแบบที่คล้ายกันเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองสมัครงานก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้หมายความว่า การมีชื่อแปลกจะทำให้ลูกหางานไม่ได้ หรือชื่อจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในอนาคต แต่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า อคติจากชื่อสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่เจ้าของชื่อไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้นมาเอง และบางครั้งอาจเกิดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะได้รู้จักความสามารถของเจ้าของชื่อเสียอีก

COMMENTS ARE OFF THIS POST