ในยุคที่พ่อแม่ต้องมีหลายบทบาท ทั้งทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว และพยายามเป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุดสำหรับลูก แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อมองไปรอบตัว ก็ยิ่งรู้สึกว่าพ่อแม่คนอื่นทำได้ดีกว่าเราเสมอ ภาพครอบครัวคนอื่นที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย จึงกลายเป็นแรงกดดันเงียบๆ ที่ทำให้พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า เราเป็นพ่อแม่ที่ดีพอแล้วหรือยัง
Parental Guilt คือความรู้สึกผิดหรือเสียใจที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าดูแลลูกได้ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะในเรื่องเวลา การสอนลูก หรือการทำงานเพื่อครอบครัว เป็นความรู้สึกที่มักแอบซ่อนอยู่ในใจ เช่น คิดว่าควรมีเวลาให้ลูกมากกว่านี้ไหม พูดแรงไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนละเลยลูกหรือไม่
นักจิตวิทยา Donald Winnicott เคยอธิบายไว้ในแนวคิด Good Enough Mother ว่า คุณพ่อคุณแม่ที่ดีพอไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เพราะสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่พ่อแม่ที่ทำถูกทุกอย่าง แต่คือคนที่อยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคงและอบอุ่น
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่สังคมและโซเชียลตั้งมาตรฐานของคำว่าพ่อแม่ที่ดีไว้สูงเหลือเกิน หลายครอบครัวต้องเผชิญแรงกดดันที่มองไม่เห็น พยายามทำให้ดีที่สุดแต่ยังรู้สึกไม่พอเสียที จนความคาดหวัง ความรัก และความเหนื่อยล้า ค่อยๆ ผสมกันกลายเป็นภาวะที่เรียกว่า Parental Guilt ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นจากความรัก และอยู่ในหัวใจของคุณพ่อคุณแม่
1. ความรู้สึกผิดมักเริ่มจากความรัก

ความรู้สึกผิดต่อลูกมักไม่ได้เกิดจากความล้มเหลว แต่เกิดจากความรักที่มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่รักลูกจนอยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด อยากปกป้องลูกจากความเจ็บปวด ความผิดหวัง และความยากลำบาก แต่เมื่อไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจ ความรู้สึกผิดจึงเริ่มก่อตัวขึ้น บางครั้งคุณพ่ออาจรู้สึกผิดที่ต้องทำงานหนักจนไม่ได้กลับบ้าน คุณแม่อาจรู้สึกผิดที่บางวันเหนื่อยจนเผลอตะคอกใส่ลูก หรือแม้แต่การเปิดโทรศัพท์ให้ลูกดูระหว่างรออาหาร ก็กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ใจไม่สบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณพ่อคุณแม่อาจพยายามที่สุดแล้วในวันที่เหนื่อยมากจริงๆ
2. ความรู้สึกผิดสะสมจนกลายเป็นภาระทางใจ

เมื่อความรู้สึกผิดเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็จะค่อยๆ กัดกินความมั่นใจของคุณพ่อคุณแม่ จนบางคนเริ่มมองตัวเองในแง่ลบ คิดว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกไม่ดี หรือกลัวว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาอย่างไม่มีความสุข ความคิดเหล่านี้ไม่เพียงทำร้ายจิตใจของคุณพ่อคุณแม่ แต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศในบ้านด้วย เพราะลูกสามารถรับรู้พลังของอารมณ์ได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด เมื่อคุณพ่อคุณแม่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ลูกก็จะสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดและอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหา
3. ทำไมคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ถึงรู้สึกผิดง่ายกว่ารุ่นก่อน

ยุคโซเชียลทำให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นชีวิตของครอบครัวอื่นอยู่ตลอดเวลา เห็นบ้านที่ดูอบอุ่น ลูกยิ้มเก่ง เรียนดี คุณพ่อคุณแม่ใจเย็น และมีเวลาทำกิจกรรมด้วยกันเสมอ เมื่อเห็นภาพเหล่านั้นบ่อยเข้า หลายคนจึงเผลอเปรียบเทียบตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่สิ่งที่เห็นในโลกออนไลน์มักเป็นเพียงช่วงเวลาที่ถูกเลือก ไม่ใช่ชีวิตจริงทั้งหมด ความคาดหวังของสังคมที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเลี้ยงลูกให้ถูกวิธี ต้องใจเย็น ต้องเข้าใจลูกทุกเวลา กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้รู้สึกผิดง่ายขึ้นกว่ารุ่นก่อน
4. การยอมรับว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

การยอมรับว่าคุณพ่อคุณแม่เองก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาความรู้สึกผิด ทุกคนมีวันที่เหนื่อย วันที่พูดแรง วันที่ไม่มีเวลา หรือวันที่อยากอยู่คนเดียว การรู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไม่ดี แต่ทำให้เป็นมนุษย์จริงๆ ต่างหาก เพราะเมื่อลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง ลูกก็จะได้เรียนรู้เรื่องความไม่สมบูรณ์แบบไปพร้อมกัน
5. เปลี่ยนความรู้สึกผิดให้กลายเป็นความเข้าใจ

คุณพ่อคุณแม่ที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยรู้สึกผิด แต่คือคนที่รู้จักเปลี่ยนความรู้สึกผิดให้กลายเป็นความเข้าใจ แทนที่จะจมอยู่กับความคิดว่าทำพลาด ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าครั้งหน้าจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร เพราะทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่สะท้อนตัวเองด้วยความอ่อนโยน ลูกจะได้เห็นตัวอย่างของการเติบโตทางใจไปพร้อมกัน ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การทำถูกต้องเสมอ แต่คือการเรียนรู้ที่จะรักกันในวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ และให้อภัยตัวเองในวันที่เผลอพลาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ที่ทำได้ทุกอย่าง แต่คือคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่เคียงข้างลูกอย่างมั่นคง

COMMENTS ARE OFF THIS POST