เวลาที่เห็นเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกับลูกประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา สอบแข่งขัน หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางด้านต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกอยากให้ลูกของเราทำได้อย่างนั้นบ้าง
สภาวะความรู้สึกนี้เรียกว่า Parental Peer Pressure หรือความกดดันที่เกิดจากการเปรียบเทียบในกลุ่มผู้ปกครอง ซึ่งเป็นความรู้สึกบีบคั้นที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าต้องพยายามเลี้ยงลูกให้ได้ตามความคาดหวังของสังคมหรือคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโรงเรียน การลงคอร์สเรียนพิเศษ หรือแม้แต่การออกแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าตนเองทำหน้าที่ได้ดีพอและลูกจะไม่ถูกมองว่าตกขบวนความสำเร็จในสายตาคนอื่น
อย่างไรก็ตาม หากเราปล่อยให้ Parental Peer Pressure เข้ามามีบทบาทกับการตัดสินใจในบ้านมากเกินไป สิ่งที่อาจสูญเสียไปอาจไม่ใช่แค่เรื่องของค่าใช้จ่ายหรือเวลา แต่คือการมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของลูก เพราะในขณะที่เรามัวแต่วิ่งตามภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบ อาจหลงลืมไปว่าหัวใจสำคัญของการเติบโต คือการที่เด็กๆ ได้รับการยอมรับและมีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็นมากกว่า
1. สังเกตให้ทันว่า นี่คือแรงบันดาลในหรือความกดดันกันแน่

บางครั้งความสำเร็จของเด็กคนอื่นก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อคุณแม่นำมาใช้ผลักดันและสร้างโอกาสให้ลูกของตัวเองได้ แต่บางครั้งความตั้งใจนั้นก็กลับกลายเป็นความกดดันที่แฝงมาในรูปแบบคำแนะนำจากคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อน หรือผู้ปกครองคนอื่น เช่น การพูดถึงโรงเรียน กิจกรรม หรือพัฒนาการของลูก และอาจมีการเปรียบเทียบโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งเหล่านี้อาจค่อยๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่มั่นใจว่าตัวเองสนับสนุนหรือส่งเสริมลูกได้ดีพอเท่าพ่อแม่คนอื่นหรือเปล่า ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจส่งเสริมหรือผลักดันให้ลูกทำอะไร คุณพ่อคุณแม่อาจต้องลองคิดทบทวนให้ดีว่าสิ่งนั้นเหมาะกับลูกจริงๆ หรือมาจากความรู้สึกกังวลใจของตัวเองกันแน่ การค่อยๆ แยกความรู้สึกสองแบบนี้ออกจากกัน จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่กลับมาตั้งหลัก และเลือกในสิ่งที่เหมาะกับลูกได้มากขึ้น โดยไม่เผลอไปตามแรงกดดันจากคนรอบข้างได้
2. เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนรอบข้าง อาจทำให้รู้สึกว่ามีวิธีเลี้ยงลูกที่ถูกต้องอยู่เต็มไปหมด จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เผลอรู้สึกว่าควรทำให้เหมือน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับพ่อแม่คนอื่นให้มากที่สุด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีวิธีไหนที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน เพราะลูกแต่ละคนมีนิสัย พื้นฐาน และจังหวะการเติบโตที่ต่างกัน การเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคุณพ่อคุณแม่คือคนที่ได้อยู่กับลูก เห็นพฤติกรรม และเข้าใจลูกในแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น ลองค่อยๆ เลือกสิ่งที่สอดคล้องกับความชอบและความสนใจของลูกและปล่อยผ่านสิ่งที่ไม่ใช่ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการตัดสินใจของตัวเอง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกสิ่งที่เหมาะกับธรรมชาติของลูกอย่างแท้จริง
3. กลับมาทำความรู้จักลูกให้มากขึ้น

เมื่ออยู่ท่ามกลางการเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นจากคนรอบตัวหรือสิ่งที่เห็นในโซเชียลฯ คุณพ่อคุณแม่อาจเผลอมองลูกผ่านกรอบของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เช่น รู้สึกว่าลูกควรเก่งแบบนั้น หรือควรมีทักษะแบบนี้เหมือนเด็กคนอื่น แต่ถ้าลองหยุดและกลับมามองลูกของตัวเองจริงๆ จะเห็นรายละเอียดหลายอย่างที่อาจเคยมองข้ามไป
ลองใช้เวลาในชีวิตประจำวันค่อยๆ สังเกตว่าลูกสนใจอะไร ทำอะไรแล้วมีความสุข หรือมีช่วงเวลาแบบไหนที่ลูกดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มมองเห็นและให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น การตัดสินใจเกี่ยวกับลูกจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น มาเป็นการเลือกในสิ่งที่เหมาะกับลูกจริงๆ มากขึ้น
4. กล้าปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่

หนึ่งในความยากของการเป็นคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ คือการมีตัวเลือกดีๆ มากมายให้ตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียน กิจกรรมเสริม หรือคำแนะนำจากคนรอบตัว บางอย่างก็ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ลูกไม่ควรพลาด จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกลังเลว่าควรเลือกให้ลูกทำไว้ก่อนดีไหม
แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกอย่างที่เหมาะกับลูก และไม่ใช่ทุกโอกาสที่จำเป็นต้องคว้าไว้ การกล้าปฏิเสธจึงเป็นการเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับลูกและครอบครัวมากที่สุด บางครั้งการเลือกทำให้น้อยลง อาจช่วยให้ลูกมีเวลาได้พัก ได้คิด และได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ มากขึ้นก็ได้
5. เลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ตัดสิน

สภาพแวดล้อมรอบตัวมีผลต่อความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะวงสนทนาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ปกครอง โรงเรียน หรือแม้แต่โซเชียลมีเดีย หากเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบหรือการแข่งขัน อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว และความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลี้ยงลูกได้
ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่มีพื้นที่หรือมีคนรอบตัวที่เข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกันหรือเดินเส้นทางเดียวกันทั้งหมด ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่ากำลังทำได้ดีพอหรือยัง การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ กลับมาเชื่อในวิธีของตัวเอง และเลี้ยงลูกได้อย่างสบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใคร

COMMENTS ARE OFF THIS POST