พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการเลี้ยงลูกให้เป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากคนอื่น จึงพยายามสอนลูกให้ทำตัวเป็นเด็กดี มีน้ำใจ รู้จักเอาใจใส่และช่วยเหลือผู้อื่น จนบางครั้งอาจกลายเป็นการปลูกฝังให้ลูกให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป จนทำให้ลูกเป็นเด็กไม่กล้าปฏิเสธ ไม่เคารพตัวเอง และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตลูกในระยะยาวได้
พฤติกรรมของคนที่ใส่ใจความรู้สึกรอบข้างมากกว่าตัวเอง ไม่กล้าปฏิเสธเช่นนี้ เรียกว่า People Pleaser หรือคนที่ให้คุณค่ากับการได้เป็นที่ยอมรับ หรือการทำให้ผู้อื่นพอใจ โดยการพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนรอบตัวมีความสุข แม้บางครั้งต้องแลกมาด้วยความทุกข์ใจของตนเอง โดยพฤติกรรมนี้ส่งผลทำให้ขาดความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตัวเอง และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกเติบโตขึ้นเป็น People Pleaser ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมและการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ที่อาจแสดงออกกับลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนี้
1. สอนให้ลูกเงียบ เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งเสมอ

หากคุณพ่อคุณแม่มักจะสอนให้ลูกหยุดพูด เมื่อลูกต้องการแสดงความเห็นต่างกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว หรือคอยห้ามไม่ให้ลูกพูดด้วยเหตุผลว่าจะทำให้คนอื่นไม่พอใจอยู่เสมอ
การทำเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรับรู้ว่า ความคิดเห็นของลูกไม่สำคัญ และการเงียบหรือไม่ออกความเห็นเพื่อความสบายใจของคนอื่นเป็นเรื่องสำคัญกว่า ลูกจะค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมเก็บงำความรู้สึกและเหตุผลของตัวเอง และเลือกที่จะยอมเห็นด้วยกับคนอื่น แม้จะขัดแย้งกับความรู้สึกในใจตัวเองก็ตาม
2. ให้ความรักแบบมีเงื่อนไข

คุณพ่อคุณแม่อาจใช้การแสดงความรักแบบมีเงื่อนไขกับลูกมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว เช่น พ่อแม่รักลูกมาก เพราะลูกสอบได้ที่ 1 หรือพ่อแม่รักลูกมากเพราะลูกไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
การเชื่อมโยงความรักและการยอมรับเข้ากับเงื่อนไขบางอย่าง ทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองขึ้นอยู่กับการทำให้คนอื่นพึงพอใจเท่านั้น หากไม่เป็นไปตามที่คนอื่นคาดหวัง ก็จะไม่ได้รับความรักและการยอมรับ ส่งผลให้ขาดความเป็นตัวเองในระยะยาว
3. ไม่เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความรู้สึกด้านลบ

หากคุณพ่อคุณแม่พยายามไม่ให้ลูกแสดงความรู้สึกเศร้า เสียใจ โกรธ หรือผิดหวังออกมา โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้คนอื่นไม่รักหรือไม่พอใจได้ เช่น ถ้าลูกร้องไห้ที่โรงเรียน คุณครูก็จะไม่รัก พฤติกรรมเช่นนี้เท่ากับทำให้ลูกเข้าใจว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไม่มีใครสนใจ และไม่ควรแสดงออก เพราะจะทำให้คนอื่นไม่พอใจได้ ลูกจึงเลือกที่จะซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง แล้วพยายามแสดงออกเฉพาะด้านที่คนอื่นอยากเห็น เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจ ซึ่งทำให้ลูกขาดทักษะการจัดการอารมณ์และความเครียด นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือพฤติกรรมก้าวร้าวจากการเก็บกดได้
4. ตำหนิลูกต่อหน้าคนอื่นด้วยถ้อยคำรุนแรง

การตำหนิลูกด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นในที่สาธารณะ ทำให้ลูกรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง และยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกกลัวความผิดพลาดอีกด้วย
เมื่อโตขึ้นลูกจะพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบ เลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด กลัวการทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวว่าการทำผิดพลาดจะทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ
5. ทำให้ลูกรู้สึกว่า ‘เป็นภาระ’ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ

เมื่อลูกต้องการความช่วยเหลือ หรือเรียกร้องให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกด้วยสีหน้าท่าทางไม่พอใจ หรือใช้ถ้อยคำที่ทำให้ลูกรู้สึกผิด เป็นการปลูกฝังให้ลูกเข้าใจว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คือการสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้าง
เมื่อโตขึ้นลูกจะพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้จะเกินกำลังก็ตาม และหลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกมองว่าเป็นภาระ ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของคนที่พร้อมจะเป็นผู้ให้เสมอ แต่ไม่กล้าเป็นฝ่ายได้รับ

COMMENTS ARE OFF THIS POST