คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากย่อมอยากเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ ไม่ดุ ไม่บังคับ และพยายามเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกเสมอ เพราะเชื่อว่าการเลี้ยงลูกด้วยความรักและความอ่อนโยน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น แต่ความเป็น
แต่บางครั้ง ความตั้งใจนั้นกลับแสดงออกเป็นการตามใจหรือพยายามหลีกเลี่ยงที่จะขัดใจลูกมากเกินไป อาจทำให้เกิดการเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive parenting) คือรูปแบบการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่น และการตอบสนองต่อลูกสูงมาก แต่ขาดกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย หรือข้อจำกัดที่ชัดเจน พ่อแม่มักสวมบทบาทเป็นเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง หลีกเลี่ยงการขัดใจหรือลงโทษลูก ทำให้ลูกมีอิสระสูงแต่อาจขาดระเบียบวินัย ซึ่งมักเกิดเมื่อพ่อแม่ ใจดีมากเกินไป จนไม่สามารถวางขอบเขตหรือกติกาที่ชัดเจนได้
แล้วเมื่อไหร่หรือแค่ไหนถึงจะเป็นสัญญาณว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังกลายเป็นพ่อแม่ที่ ใจดีมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อการเรียนรู้เรื่องขอบเขตของลูก ลองมาสังเกตตัวเองไปด้วยกันนะคะ
1. ไม่กล้าปฏิเสธลูก แม้รู้ว่าไม่เหมาะสม

หลายครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างไม่เหมาะสมกับลูก เช่น การเล่นหน้าจอนานเกินไป การกินขนมหรือของหวานมากเกินไป การนอนดึก หรือการขอของเล่นชิ้นใหม่ทั้งที่เพิ่งซื้อชิ้นล่าสุดให้ไม่นาน แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงก็ไม่อยากขัดใจ ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ลูกผิดหวังหรือเสียใจที่ไม่ได้ตามคำขอ
การตามใจลูกเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องผิด ทุกครอบครัวต่างมีวันที่ผ่อนปรนกันได้ แต่หากสิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นรูปแบบเดิมซ้ำๆ ลูกก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าหากอยากได้อะไร เพียงแค่ร้องไห้ งอแง แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะยอมตามใจ ทำให้ลูกเคยชินที่จะได้ทุกอย่างมาง่ายๆ และไม่ได้เรียนรู้ความผิดหวังซึ่งอาจต้องพบเจอในอนาคต
2. ตั้งกฎไว้ แต่ไม่ค่อยทำตามจริง

หลายครอบครัวอาจมีกติกาในบ้านที่ตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจดีอยากให้ลูกมีระเบียบวินัย เช่น ห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างกินข้าว ต้องเข้านอนตามเวลา หรือทำการบ้านให้เสร็จก่อนเล่น แต่เมื่อถึงเวลาจริง หากลูกเริ่มงอแง ขอเพิ่มอีก 10 นาที หรือแสดงอาการไม่พอใจ คุณพ่อคุณแม่กลับเลือกผ่อนผันให้ เพราะรู้สึกว่าเรื่องเล็กน้อย ไม่อยากมีปัญหากัน หรืออยากให้บรรยากาศในบ้านสงบลงเร็วที่สุด
แต่หากเกิดขึ้นบ่อยจนกติกาที่เคยตั้งไว้ไม่ถูกใช้จริง เด็กอาจเริ่มไม่แน่ใจว่าข้อตกลงในบ้านนั้นสำคัญแค่ไหน หรือเป็นเพียงคำพูดที่เปลี่ยนได้ตามอารมณ์ของแต่ละวัน เมื่อขอบเขตไม่สม่ำเสมอ เด็กอาจสับสนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้จริง อะไรคือสิ่งที่ห้ามจริง และอาจทำให้การเรียนรู้เรื่องวินัยเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะลูกไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกติกากับผลที่ตามมาได้
3. พยายามเป็นเพื่อนมากกว่าการเป็นพ่อแม่

การเป็นพ่อแม่ที่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ลูกกล้าเปิดใจ พูดคุย และรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจ แต่บางครั้งความตั้งใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อาจทำให้พ่อแม่เผลอพยายามเป็นเพื่อนกับลูกมากเกินไป จนหลีกเลี่ยงบทบาทของการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องคอยวางขอบเขตและชี้แนะในบางเรื่อง
คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจกังวลว่าถ้าดุลูก ตักเตือน หรือห้ามในบางเรื่อง ลูกจะโกรธ ไม่คุยด้วย และกลัวว่าจะทำให้ความสัมพันธ์จะห่างเหิน จึงเลือกปล่อยผ่านสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่พูดเมื่อเห็นลูกทำผิดกติกา ไม่ขัดใจเมื่อลูกเรียกร้อง หรือพยายามตามใจเพื่อให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่เข้าใจที่สุด
ในความเป็นจริง ลูกไม่ได้ต้องการแค่พ่อแม่ที่อยากเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่ยังต้องการผู้ใหญ่ที่มั่นคงพอจะช่วยชี้นำในเรื่องที่เขายังจัดการเองไม่ได้ โดยเฉพาะในวัยที่ยังเรียนรู้เรื่องอารมณ์ ความรับผิดชอบ และการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น แม้ลูกอาจไม่ชอบการถูกห้ามในบางครั้ง แต่การมีผู้ใหญ่ที่กล้าพูดในสิ่งจำเป็น คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้ขอบเขตและความเหมาะสมได้
4. รู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องดุหรือทำให้ลูกผิดหวัง

ความผิดหวังและความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นลูกจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าบางครั้งอาจไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ บางครั้งอาจถูกปฏิเสธ หรือบางครั้งอาจต้องยอมรับผลจากสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างทักษะการจัดการอารมณ์ ความอดทน และการรับมือกับความเครียดในอนาคต
ถึงรู้ดีว่าเป็นเช่นนี้ แต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็อาจรู้สึกผิดและรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ต้องดุลูก หรือเห็นลูกเสียใจเพราะตัวเองพูดปฏิเสธ จึงพยายามรีบปลอบ รีบตามใจทันที เพื่อให้ลูกกลับมามีความสุขอีกครั้ง
5. บ้านดูสงบเพราะปล่อยให้ลูกเป็นคนกำหนดทุกอย่าง

บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็พยายามทำให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยการยอมทำตามความต้องการของลูกเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดใจ และสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีภายในบ้าน เช่น ยอมให้ลูกกินเวลาไหนก็ได้ เข้านอนในเวลาที่ต้องการ และยอมปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของตัวเองไปตามจังหวะเวลาของลูก
การทำเช่นนั้น อาจลดปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในบ้าน แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเสียสมดุลไปด้วย เพราะแทนที่พ่อแม่จะเป็นคนวางกรอบและดูแลภาพรวมของบ้าน กลับกลายเป็นว่าการตัดสินใจหลายอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของลูกในแต่ละวัน เช่น ถ้าลูกไม่ยอมตื่นและลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว กิจวัตรประจำวันของคนอื่นก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปด้วย หรือถ้าลูกอยากทำอะไรตอนไหน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องยอมเปลี่ยนแผนหรือวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่เพื่อมาตอบสนองความต้องการของลูกในทันที ในระยะยาวอาจส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ขาดความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ยึดความต้องการของตัวเองเป็นหลัก จนเกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้

COMMENTS ARE OFF THIS POST