ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพยายามดูแลลูกด้วยความระมัดระวังมากแค่ไหน หรือพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดให้กับลูก แต่ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกเพื่อคอยควบคุมทุกสถานการณ์และไม่สามารถปกป้องลูกตลอดเวลาได้
เมื่อเติบโต ลูกย่อมต้องพบปะผู้คน ต้องไปโรงเรียน ต้องอยู่กับเพื่อน มีสังคม ใช้ชีวิตนอกสายตาคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น และหนึ่งในเหตุการณ์ที่พ่อแม่ไม่อยากให้เกิด เช่น ลูกถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเกิดจากการเล่นรุนแรง ทะเลาะกับเพื่อน หรือแม้แต่ถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิด ก็เป็นเรื่องยากที่จะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจก็คือเมื่อ ลูกถูกทำร้าย แล้วพ่อแม่ควรเริ่มต้นจัดการอย่างไร ต้องดูแลร่างกายและจิตใจลูกแบบไหน รวมถึงควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดซ้ำอีก เพราะการช่วยเหลือลูกในช่วงเวลานี้ อาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกกลับมารู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในตัวเองได้ต่อไป
1. ตั้งสติให้มั่นเพื่อเป็นหลักให้ลูก

อันดับแรกคือคุณพ่อคุณแม่ควรตั้งสติ ถึงแม้ว่าแม้ข้างในใจจะรู้สึกเดือดดาลหรือสั่นคลอนแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีสติหรือแสดงความโกรธออกมารุนแรง ลูกจะยิ่งรู้สึกกลัวและสับสนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะบางครั้งลูกไม่ได้ตกใจแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตกใจจากปฏิกิริยาของคุณพ่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจาก American Psychological Association (APA) ระบุว่า เด็กจะเลียนแบบวิธีการรับมือความเครียดจากพ่อแม่ (Emotional Regulation) หากคุณพ่อคุณแม่มีท่าทีนิ่งและมั่นคง ลูกจะรู้สึกว่าสถานการณ์นี้จัดการได้ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ขาดสติ ลูกจะเข้าสู่โหมดตื่นตระหนกตามไปด้วย
2. กอดและรับฟังลูกอย่างตั้งใจ

เพราะโลกภายนอกมีทั้งคนใจดีและคนที่ไม่ระวังในการกระทำเสมอ สิ่งสำคัญคือการทำให้ลูกได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมและที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกมั่นใจว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในเรื่องนี้
เพราะฉะนั้น เมื่อลูกถูกทำร้าย หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ในตอนนี้คือการเป็นผู้ฟังที่ดีที่สุด ฟังด้วยความเข้าใจ โดยไม่รีบขัด ไม่รีบสรุป และหลีกเลี่ยงคำถามที่ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวน พยายามสร้างบรรยากาศที่ทำให้ลูกรู้สึกว่า เขาสามารถเล่าความจริงได้ทั้งหมด แม้เรื่องนั้นลูกก็เป็นคนทำผิดพลาดเช่นกัน
3. สังเกตรอยแผลใจที่ซ่อนอยู่

เมื่อลูกถูกทำร้าย บาดแผลทางกายอาจหายได้เร็ว แต่บาดแผลในจิตใจต้องใช้เวลา คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตดูว่าหลังเกิดเหตุลูกมีอาการแปลกไปไหม เช่น มีอาการนอนผวา ฝันร้าย มีพฤติกรรมถดถอย แยกตัว ไม่อยากเล่นกับเพื่อน หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้นผิดปกติ อาการเหล่านี้คือสัญญาณที่บอกว่าต้องได้รับการเยียวยา คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาอย่างทันท่วงที
4. ดำเนินการปกป้องสิทธิ์ให้ถึงที่สุด

นอกจากจะดูแลจิตใจให้ลูกดีขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจัดการกับต้นเหตุเพื่อให้ลูกเห็นว่าความถูกต้องมีอยู่จริง และทุกการกระทำต้องมีการรับผิดชอบ เช่น หากเหตุเกิดที่โรงเรียน ควรพูดกับทางโรงเรียนเพื่อขอดูมาตรการจัดการกับคู่กรณีอย่างชัดเจน และแผนการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับลูกเราหรือเด็กคนอื่นอีก
แต่ถ้าหากเป็นเรื่องรุนแรง อย่าลังเลที่จะพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดและขอใบรับรองแพทย์ทันที รวมถึงการถ่ายรูปบาดแผลเก็บไว้ทุกระยะ เพื่อแจ้งความหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญตามกฎหมายสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)
การดำเนินการให้ถึงที่สุดไม่ใช่แค่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบทลงโทษ แต่คือการยืนยันให้ลูกรู้ว่า ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

COMMENTS ARE OFF THIS POST