มีงานวิจัยในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2018 พบว่า เด็กยุคใหม่ใช้เวลาอยู่นอกบ้านประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ น้อยกว่าเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เคยใช้ตอนเด็กเป็นเท่าตัว
นั่นหมายความว่า สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก จะมีเวลาได้ เล่นนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเลิกเรียน วันหยุดสุดสัปดาห์ รวมถึงช่วง ปิดเทอม ที่เด็กๆ ยุคก่อนแทบจะได้วิ่งเล่นอยู่นอกบ้านตลอดทั้งวัน
ตรงข้ามกับปัจจุบัน ทั้งที่ผลการศึกษามากมายระบุว่า เด็กที่ได้ เล่นนอกบ้าน จะฉลาด มีความสุข รู้จักเอาใจใส่สิ่งรอบตัว และวิตกกังวลน้อยกว่าเด็กๆ ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในบ้าน แต่เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะเด็กที่โตในเมืองใหญ่ กลับมีเวลาเล่นนอกบ้านหรือเล่นใกล้ชิดธรรมชาติน้อยลง
ดังนั้น ปิดเทอม นี้ คุณพ่อคุณแม่ลองปล่อยให้ลูกได้เล่นนอกบ้าน ให้ธรรมชาติเป็นผู้ขัดเกลา และเป็นเพื่อนเล่นกับลูก แทนที่จะคร่ำเคร่งกับการเรียนพิเศษหรือเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน
1. สุขภาพกายดี สายตาดี แถมทำให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น

Traci S. Williams, Psy.D. นักจิตวิทยา ระบุว่า ทุกวันนี้เด็กส่วนมากขาดการเล่นกลางแจ้ง ทำให้พลาดโอกาสหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเรียนรู้ทางกายภาพ ความคิด สัมคม และอารมณ์ที่จากการได้เล่นกลางแจ้งดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามให้ลูกได้ใช้เวลานอกบ้านอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน ให้การเล่นกลางแจ้งเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของลูกก็ยังได้
ส่วนในช่วงปิดเทอมที่มีชั่วโมงว่างยาวนาน ให้ลองมองหากิจกรรมนอกบ้านที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เช่น เดินป่า นั่งปิคนิคในสวนสาธารณะ หรืองีบหลับในสวนหลังบ้าน
นอกจากนั้น การเล่นนอกบ้านจะทำให้ลูกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้สัมผัสเชื้อโรค เพื่อให้ร่างกายได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ที่จะเกิดขึ้นได้
การเล่นนอกบ้านยังมีส่วนทำช่วยให้สุขภาพสายตาดีขึ้น เพราะดวงตาของลูกจะโฟกัสไปที่วัตถุไกลออกไป ทำให้ช่วยลดความเครียดของดวงตาได้
2. ช่วยผ่อนคลาย ระบายความเครียดได้ดี

การให้ลูกได้อยู่กลางแจ้งหรือเล่นนอกบ้านเป็นประจำ มีส่วนช่วยทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด และจะดียิ่งขึ้นเมื่อลูก และคุณพ่อคุณแม่ได้ใช้เวลาช่วงปิดเทอม พาครอบครัวไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะเป็นการรับพลังงานเชิงบวก ช่วยลดภาวะซึมเศร้า และช่วยปรับสภาวะทางอารมณ์ได้ดี
Richard Louv ผู้เขียนหนังสือ Last Child in the Woods: Saving Our Children From Nature-Deficit Disorder อธิบายว่า ธรรมชาติได้สร้างความรู้สึกมหัศจรรย์ที่ไม่เหมือนใครให้กับเด็กๆ เสมอ เพียงแค่ลูกได้ออกจากห้อง ละสายตาออกจากจอสี่เหลี่ยม นั่งเล่นขุดดินในสวนเล็กๆ หน้าบ้าน วิ่งเล่นเต็มที่ในสวนสาธารณะในทุกๆ วัน ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เด็กๆ จะเกิดการเรียนรู้มากมาย จากการสังเกต ตั้งคำถาม และลองลงมือทำ เสริมสร้างจินตนาการ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ได้
สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าให้กับลูก (รวมทั้งพ่อแม่ด้วย) ทั้งยังเป็นแบบฝึกหัดที่ดี ที่ช่วยให้ลูกทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดี และมีความสุขได้ง่ายขึ้น
3. ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ทักษะชีวิตรอบด้านของลูก

Cara Goodwin, Ph.D., นักจิตวิทยาคลินิก และผู้เขียนหนังสือ What to Do When You Feel Like Hitting เชื่อว่า การเล่นนอกบ้านมีความสำคัญของเด็กๆ เป็นกิจกรรมที่เปิดกว้าง เล่นได้อย่างอิสระ เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ และช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของเด็กได้
ช่วงปิดเทอมคือโอกาสที่ดี ที่ลูกจะได้เล่นอย่างเต็มที่ และการเล่นนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะทำให้ลูกได้พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ สอนให้ลูกได้รู้จักการแบ่งปัน และพัฒนาทักษะการเข้าสังคมได้
4. ปิดเทอมของเราเท่ากัน ลูกสนุก พ่อแม่มีความสุข

การเล่นนอกบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะเป็นไปได้ด้วยดีเมื่อคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ในขณะที่ลูกกำลังวิ่งเล่นจนหัวเปียก คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรวางหน้าจอ พักสายตา พักกายใจไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัว มีสมาธิจดจ่อไปที่ลูก เฝ้ามองลูกเติบโต เห็นพลังของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เห็นรอยยิ้มที่สดใสของลูก ช่วงเวลานี้นี่แหละที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายกังวลและพร้อมที่จะดูแลลูกแสนซนได้จนครบช่วงปิดเทอม
Jeanne Bennett ประธานคณะกรรมการของ Columbia Play Project แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรเก็บโทรศัพท์มือถือ และถามลูกว่า “ขอเล่นด้วยได้ไหม” เพียงเท่านี้ ลูกจะใจฟูอย่างมาก ยิ่งคุณพ่อคุณแม่ลงไปเล่นอย่างสนุกสนานด้วยแล้ว โลกของลูกจะสดใสมากยิ่งขึ้น แถมยังทำให้สายสัมพันธ์ที่ดีนี้ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

COMMENTS ARE OFF THIS POST