พ่อแม่ทุกคนย่อมคาดหวังให้ลูกค่อยๆ เติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัย แต่ปัจจุบันพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยมีสัญญาณของการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้นกว่าที่ควรเป็น เช่น เด็กผู้หญิงเริ่มมีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี มีกลิ่นตัว หรือเริ่มมีประจำเดือนก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น (10-13 ปี)
สิ่งสำคัญก็คือเมื่อพบว่าร่างกายลูกมีการเปลี่ยนแปลงก่อนวัยอันควร หรือ ลูกเป็นสาวก่อนวัย คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตื่นตระหนก หรือกังวลเกินกว่าเหตุ แต่ควรทำความเข้าใจ หาสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกเติบโตได้อย่างสมวัยทั้งทางร่างกายและอารมณ์
ภาวะ Precocious Puberty หรือ ภาวะที่เด็กเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัยอันควร มักเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงก่อนอายุ 8 ขวบ และเด็กผู้ชายก่อนอายุ 9 ขวบ เป็นภาวะที่ร่างกายของเด็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของวัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหมือนผู้ใหญ่ เช่น การเจริญเติบโตของหน้าอก ขนตามร่างกาย การมีเสียงทุ้มหรือเสียงแตกหนุ่มไวเกินไปในเด็กผู้ชาย และการมีประจำเดือนเร็วในเด็กหญิง ซึ่งภาวะนี้เกี่ยวข้องทั้งสุขภาพร่างกาย อารมณ์ ความพร้อมในการดูแลตัวเองและความปลอดภัยของลูกในระยะยาว ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์เท่านั้น
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความเข้าใจภาวะ ลูกเป็นสาวก่อนวัย เพื่อเตรียมการดูแลลูกได้อย่างเหมาะสม
1. สาเหตุของภาวะโตเป็นสาวก่อนวัย (Precocious Puberty)

1) การกระตุ้นของฮอร์โมนผิดปกติ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของภาวะเป็นสาวก่อนวัยก็คือสมองส่วน Hypothalamus และ Pituitary (ต่อมใต้สมอง) ที่ทำหน้าที่เสมือนศูนย์บัญชาการฮอร์โมน ส่งสัญญาณให้ต่อมเพศในร่างกายผลิตฮอร์โมนเริ่มทำงานเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยสาวก่อนวัยอันควร เริ่มทำงานเร็วผิดปกติ ส่งสัญญาณให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนเร็วกว่าที่ควร
2) ปัจจัยทางพันธุกรรม
หากคุณแม่เคยมีประวัติการเป็นสาวเร็วกว่าเกณฑ์ ลูกก็มีโอกาสเกิดพัฒนาการในลักษณะเดียวกันได้
3) น้ำหนักตัวและไขมันสะสมสูง
งานวิจัยจำนวนมากพบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอ้วนกับวัยแรกรุ่นที่มาเร็ว เนื่องจากไขมันมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ
4) สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม (Endocrine Disruptors)
สารบางชนิดในพลาสติก เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอาจรบกวนระบบฮอร์โมน เช่น BPA หรือพาราเบน หากได้รับและสะสมในปริมาณมากอาจกระตุ้นพัฒนาการทางร่างกายให้เร็วกว่าช่วงวัยได้
5) โรคหรือความผิดปกติบางอย่าง
เช่น ซีสต์รังไข่ เนื้องอกต่อมหมวกไต หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ แม้จะพบได้น้อย แต่ควรให้แพทย์ประเมินหากเด็กมีอาการชัดเจน
2. อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต

2.1 อาการทางกาย เช่น หน้าอกขยายขนาด (thelarche) ก่อนอายุ 8 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่พบบ่อยที่สุดในเด็กผู้หญิงและมักเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองสังเกตได้ง่าย รวมถึงการมีประจำเดือนก่อนอายุ 10 ปีหรือไม่เกินสองปีหลังเริ่มมีหน้าอก เป็นสัญญาณว่าระบบฮอร์โมนทำงานจนถึงขั้นมีวงจรประจำเดือนแล้ว สำหรับเด็กผู้ชายอาจจะสังเกตได้จากการมีขนรักแร้/ขนหัวหน่าว การมีกลิ่นตัวแบบผู้ใหญ่ หรือมีสิว และอีกข้อสังเกตุง่ายๆ คือ ลูกโตเร็วและฉับพลัน เช่น การสูงขึ้นเร็ว หรือตัวใหญ่ผิดปกติกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกหยุดการเติบโตเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกันด้วย
2.2 อาการทางพฤติกรรมและจิตใจ ลูกมักเกิดอารมณ์แปรปรวนง่าย งอแง หรือรู้สึกอึดอัดกับภาพลักษณ์ร่างกายของตัวเอง รวมถึงรู้สึกอายเมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง หรือเกิดภาวะอารมณ์เก็บตัวและต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
3. การดูแลลูกที่โตก่อนวัยเบื้องต้น

3.1 จดบันทึกการเปลี่ยนแปลง เช่น จดบันทึกอายุที่ลูกเริ่มมีหน้าอก ขน รอบเดือน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับให้แพทย์วินิจฉัยต่อไป
3.2 โภชนาการและการออกกำลังกาย ต้องดูแลเรื่องการควบคุมภาวะน้ำหนักเกิน ลดอาหารแปรรูป ลดน้ำตาล และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อไม่ให้ลูกมีภาวะอ้วน
3.3 ลดการสัมผัสสารที่รบกวนฮอร์โมน เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกคุณภาพต่ำเมื่อต้องอุ่นอาหาร ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ผ่านการรับรอง และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนสังเคราะห์ เช่น เอสโตรเจน (Estrogen) หรือโปรเจสเตอโรน (Progesterone)
3.4 ดูแลสภาพจิตใจ คุณพ่อคุณแม่ควรคุยกับลูกอย่างเข้าใจ ให้ความเป็นส่วนตัวกับลูก และพร้อมที่จะเปิดรับเพื่อพูดคุยกับลูกในทุกเรื่อง เพื่อให้ลูกค่อยๆ เข้าใจร่างกายตัวเอง เข้าใจภาวะอารมณ์ เพื่อให้ลูกรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างเข้มแข็งไปพร้อมๆ กับคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

COMMENTS ARE OFF THIS POST