พ่อแม่ยุคใหม่อาจรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยากและกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเปิดอ่านข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย อ่านคู่มือการเลี้ยงลูก ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ญาติผู้ใหญ่ หรือคนรอบข้าง ก็ดูเหมือนจะมีวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการเลี้ยงลูกอยู่เสมอ จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกผิด ถ้าทำได้ไม่ดีตามที่ตั้งใจ
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีพ่อแม่คนไหนทำทุกอย่างได้ครบถ้วนและสมบูรณ์ตลอดเวลา คำว่า เลี้ยงลูกแบบไม่กดดัน สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความคาดหวังอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะความอยากให้ลูกเติบโตอย่างดีที่สุด จึงพยายามวางแผนทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องอาหาร การเรียน การใช้หน้าจอ ไปจนถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย จนบางครั้งความตั้งใจดีนั้นก็กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างไม่มีความสุข
ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงการ เลี้ยงลูกแบบไม่กดดัน ไม่ได้หมายถึงการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยหรือไม่ใส่ใจการเติบโตของลูก แต่คือการทำความเข้าใจและยอมรับว่า เด็กแต่ละคนมีธรรมชาติและจังหวะการเติบโตของตัวเอง และพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นเข้มงวดเพื่อทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา เพราะบางทีกฎที่เคร่งครัดอาจไม่ได้สำคัญเท่ากับการมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและยืดหยุ่นพอให้ทั้งพ่อแม่และลูกได้หายใจอย่างสบายใจมากขึ้นในทุกวัน
1. ลูกอาจจะกินน้อยบางมื้อหรือขอเพิ่มบางมื้อบ้างก็ไม่เป็นไร

เรื่องอาหารเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของพ่อแม่ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กเล็ก พ่อแม่ส่วนมากพยายามเข้มงวดเรื่องอาหารเพราะกลัวว่าลูกจะได้สารอาหารไม่เพียงพอ และรู้สึกเครียดทุกครั้งที่ลูกกินได้น้อยกว่าที่คาดหวัง
แต่ในความเป็นจริง เด็กแต่ละคนมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน และแม้แต่เด็กคนเดียวกันก็อาจกินมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละวันได้ ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโต กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน และความหิวของร่างกายในช่วงนั้น
การเลี้ยงลูกแบบไม่กดดันจึงอาจเริ่มจากการเชื่อใจสัญญาณความหิวและความอิ่มของลูกมากขึ้น เพราะการบังคับให้กินให้หมดจาน หรือใช้แรงกดดันกับมื้ออาหาร อาจทำให้เด็กรู้สึกเครียดกับการกินมากกว่าที่จะเรียนรู้การดูแลร่างกายของตัวเอง
2. ลูกอยากใส่อะไรก็ให้ใส่บ้างเถอะ

เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งลูกจะเริ่มชอบเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง แม้บางครั้งชุดที่เลือกอาจดูไม่เข้ากัน หรือแตกต่างจากที่ผู้ใหญ่คิดว่าเหมาะสมก็ตาม แต่สำหรับเด็ก การเลือกเสื้อผ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแต่งตัวเท่านั้น เพราะยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยให้เขาได้ฝึกตัดสินใจ แสดงความเป็นตัวเอง และเรียนรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร
แน่นอนว่าบางสถานการณ์อาจต้องมีขอบเขตหรือกติกาที่เหมาะสม แต่ในชีวิตประจำวัน การเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกบางอย่างด้วยตัวเองบ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ความรับผิดชอบและสร้างความมั่นใจในตัวเองไปพร้อมกัน
3. ไม่ต้องซื้อของเล่นตามกระแสตลอดก็ได้

ในยุคที่มีของเล่นเสริมพัฒนาการและของเล่นใหม่ๆ ออกมามากมาย คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าต้องตามให้ทันอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ลูกพลาดโอกาสในการเรียนรู้
แต่เด็กจำนวนไม่น้อยกลับสนใจสิ่งของธรรมดารอบตัวมากกว่าของเล่นราคาแพงเสียอีก เพราะสิ่งที่ดึงดูดเด็กจริงๆ มักไม่ใช่ราคาของของเล่น แต่คือโอกาสในการสำรวจ ทดลอง ใช้จินตนาการ และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระก็เพียงพอแล้ว
4. ไม่ต้องจัดกิจกรรมให้อลังการทุกวันก็ได้

เมื่อเห็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายบนโซเชียลมีเดีย คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าต้องเตรียมกิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกทุกวัน จึงจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดี แต่ในความเป็นจริง เด็กไม่ได้ต้องการกิจกรรมที่ซับซ้อนตลอดเวลา การเล่นอิสระ การวิ่งเล่นกลางแจ้ง การอ่านนิทาน หรือแม้แต่การช่วยงานเล็กๆ ในบ้าน ล้วนเป็นโอกาสในการเรียนรู้เช่นกัน
เพราะสิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ไม่ใช่จำนวนกิจกรรมที่ทำได้ในแต่ละวัน แต่อาจเป็นคุณภาพของประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้เวลาร่วมกันมากกว่า
5. บางวันลูกอารมณ์ไม่ดี ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างทันที

เด็กก็มีวันที่เหนื่อย หงุดหงิด ผิดหวัง หรือไม่เป็นตัวเองได้เหมือนผู้ใหญ่ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าต้องรีบปลอบ รีบสอน หรือรีบหาวิธีทำให้ลูกกลับมามีความสุขโดยเร็วที่สุด
แต่ในความเป็นจริง อารมณ์ทุกอารมณ์ล้วนเป็นเรื่องปกติ ลูกไม่จำเป็นต้องอารมณ์ดีตลอดเวลาเสมอไป บางครั้งสิ่งที่ลูกต้องการอาจเป็นเพียงการมีคนอยู่ข้างๆ รับฟัง เข้าใจ และช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นไปได้อย่างปลอดภัย
6. การมีเวลาเป็นของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดทุกครั้งที่อยากพักผ่อน ออกไปเจอเพื่อน หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เพราะรู้สึกว่าหน้าที่ของพ่อแม่คือต้องทุ่มเททุกอย่างให้ลูก แต่ความจริงแล้ว การหาเวลาในการดูแลตัวเองบ้างก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อร่างกายและจิตใจของพ่อแม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็ย่อมมีพลังในการดูแลลูกและรับมือกับความท้าทายในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
7. ไม่จำเป็นต้องฟังทุกคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูก

เมื่อมีลูก คุณพ่อคุณแม่มักได้รับคำแนะนำจากผู้คนรอบตัวอยู่เสมอ ทั้งจากครอบครัว เพื่อน ผู้เชี่ยวชาญ หรือโซเชียลมีเดีย แม้หลายคำแนะนำจะมีประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกวิธีจะเหมาะกับทุกครอบครัว เพราะเด็กแต่ละคนมีบุคลิก ความต้องการ และจังหวะการเติบโตที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามทำตามทุกคำแนะนำให้ครบถ้วน แต่คือการค่อยๆ ทำความรู้จักลูกของตัวเอง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเลือกสิ่งที่เหมาะกับครอบครัวของเรามากที่สุดน่าจะดีกว่า

COMMENTS ARE OFF THIS POST