หากคุณแม่เคยติดอยู่ในกับดักการกำหนดบทบาทความเป็นแม่แบบดั้งเดิม ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและชีวิตส่วนตัวเพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งภรรยาและคุณแม่ที่สมบูรณ์แบบ แม้คุณแม่จะเต็มใจทำเพื่อลูกและสามี แต่การยอมเสียสละชีวิตและความสุขส่วนตัวทั้งหมดไป อาจนำคุณแม่ไปสู่ภาวะแม่หมดไฟ (Burned Out Mom) ได้
เพื่อลดความกดดันและเปลี่ยนค่านิยมการเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ จึงเกิดเป็นแนวคิด Radwife ที่สะท้อนภาพแม่ยุคใหม่ที่กล้าเลือกเส้นทางชีวิตในแบบของตัวเอง โดยไม่ติดอยู่ในกรอบความสมบูรณ์แบบที่สังคมตั้งไว้ Radwife ย่อมาจาก Radical Wife หรือภรรยาที่หัวก้าวหน้า ให้ความสำคัญกับความสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์แบบ กล้าที่จะลดความกดดันจากสังคมและตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นซูเปอร์มัมที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อลูก แต่เป็นแม่ที่กล้าเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปพร้อมๆ กับการเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข
จากผลการสำรวจ State of Motherhood ปี 2021 โดยเว็บไซต์ Motherly พบว่า 93 เปอร์เซ็นต์ ของคุณแม่ที่เผชิญภาวะหมดไฟ (Burned Out Mom) มีสาเหตุจากความรู้สึกกดดันในบทบาทแม่ ภรรยา หรือแม้แต่คนที่คอยจัดการทุกอย่างภายในบ้าน การยอมรับว่าคนเป็นแม่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ จึงช่วยลดภาวะหมดไฟ เพิ่มความสุขให้คุณแม่และครอบครัวได้ในระยะยาว
6 หลักการ สู่การเป็นคุณแม่ Radwife
1. ยอมรับว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

ก้าวแรกคือการยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ คุณแม่อาจทำอาหารไม่ถูกปากลูกบ้าง ทำงานบ้านไม่เสร็จตามเวลาที่วางไว้ หรือเผลอตวาดลูก แต่แทนที่จะตำหนิหรือจมอยู่กับการโทษตัวเอง ให้มองว่านี่คือโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก การลดความคาดหวังที่สูงเกินจริง จะช่วยลดความเครียดและทำให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่สนุกและมีความสุขมากขึ้น
2. แบ่งเวลาให้ตัวเอง

คุณแม่หลายคนทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเลี้ยงลูกจนลืมไปว่าตัวเองก็ต้องการการพักผ่อนและทำในสิ่งที่รักเช่นกัน การแบ่งเวลาส่วนตัววันละ 15-30 นาที ไปอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ฟังเพลง หรือนอนมาส์กหน้าก็ไม่ใช่เรื่องผิด และยังสามารถช่วยเติมพลังกายและใจได้มากอีกด้วย
การได้ชาร์จแบตให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณแม่มีพลังบวกมากขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงลูกได้อย่างเต็มที่
3. สร้างตารางเวลาที่ยืดหยุ่น

การพยายามบังคับให้ตัวเองทำทุกอย่างให้เป็นไปตามตารางที่ตั้งใจ อาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิดได้ง่าย การสร้างตารางเวลาที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ จะช่วยให้คุณแม่และลูกสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น เช่น หากวันเสาร์ลูกตื่นสาย ก็อาจเลื่อนกิจกรรมที่วางแผนไว้ไปทำในวันอาทิตย์แทนได้
4. สอนลูกให้รู้จักความสมดุล

ความสมดุลไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลยลูก แต่เป็นการสอนให้ลูกรู้จักความพอดีตั้งแต่ยังเล็ก เช่น ปล่อยให้ลูกได้เล่นสนุกอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องรับผิดชอบทำการบ้านตัวเองให้เสร็จ การสอนลูกให้รู้จักความสมดุลในชีวิตจะช่วยให้พวกเขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ปรับตัวได้ดีในอนาคต
5. ฝึกการสื่อสารเชิงบวก

การสื่อสารเชิงบวกเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงลูกยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้าง EQ ควบคู่ไปกับการสร้าง IQ ให้ลูก โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกด้วยความเข้าใจและเป็นมิตร จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว สร้างความไว้วางใจและพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกแสดงความรู้สึกได้อย่างเต็มที่
6. กล้าขอความช่วยเหลือ

หากคุณแม่รู้สึกเหนื่อย ต้องการคำปรึกษา ต้องการกำลังใจ หรือแม้แต่ต้องการเวลาไปทำธุระอื่นของตัวเองบ้าง ก็อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคุณสามี พ่อแม่ หรือเพื่อนสนิท การมีคนคอยให้คำปรึกษาและกำลังใจจะช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีพื้นที่ให้พักหายใจ เติมพลัง และสามารถพูดหรือระบายความในใจออกมาบ้าง

COMMENTS ARE OFF THIS POST