นอกจากหน้าที่เลี้ยงและดูแลลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังต้องเป็นคนที่คอยสอน ดูแล ปลูกฝัง และชี้นำให้ลูกเติบโตตามเส้นทางที่เหมาะสม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความคิดและรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัวของคนรุ่นใหม่ก็แตกต่างจากเดิม โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นในสังคมที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ทำให้เด็กยุคใหม่มีความคิดและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น นั่นทำให้บทบาทด้านการชี้นำเส้นทางชีวิต อาจไม่ได้เป็นของคุณพ่อคุณแม่เพียงผู้เดียว
แนวคิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ก็คือ การเลี้ยงลูกแบบกลับด้าน หรือ Reverse Parenting ซึ่งหมายถึงการมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดเหนือกว่าเสมอไป แต่เป็นความสัมพันธ์ที่สามารถกลับด้านได้ในบางช่วงเวลา เช่น ลูกก็สามารถเป็นฝ่ายดูแลและตัดสินใจเรื่องสำคัญแทนคุณพ่อคุณแม่ สามารถให้คำแนะนำบางเรื่อง หรือสอนสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร หรือค่านิยมของสังคมยุคใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องยอมให้ลูกเป็นฝ่ายควบคุม ตัดสินใจ หรือกำหนดสถานการณ์ทุกอย่าง แต่หมายถึงการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดใจรับฟัง เรียนรู้ ยอมรับ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม
และนี่คือแนวทางที่สำคัญของ Reverse Parenting ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อให้ครอบครัวเป็นเหมือนพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และอยู่ด้วยกันอย่างเท่าเทียม
1. พ่อแม่ต้องรับฟังลูกอย่างตั้งใจ

หัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ว่าจะเป็นฟังคำตอบหรือคำถาม แม้บางครั้งลูกอาจไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรมากไปกว่าการอยากให้คุณพ่อคุณแม่รับฟังอย่างตั้งใจ การเลี้ยงลูกแบบกลับด้านจึงไม่ใช่การลดอำนาจหรือความน่าเชื่อถือของคุณพ่อคุณแม่ แต่คือการเปิดใจและยอมรับมุมมองของลูกอย่างจริงใจ
งานวิจัยจากประเทศจีนระบุว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่เปิดโอกาสให้พูด คิด และเลือกด้วยตัวเอง มักมีความมั่นใจสูงขึ้น กล้าคิด กล้าแสดงออก และเข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น เพราะลูกได้เรียนรู้ว่าความคิดของตัวเองมีความหมาย และในขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ผ่านสายตาของลูก ซึ่งช่วยเติมเต็มความเข้าใจระหว่างกัน
2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

การเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ ด้วยตัวเอง เช่น การจัดตารางเรียน กิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน คือการฝึกให้ลูกได้รู้จักคิด รู้จักรับผิดชอบ และเข้าใจผลของการเลือกของตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ลูกตัดสินใจทุกอย่างเพียงลำพัง แต่อาจคอยอยู่ข้างๆ เป็นที่ปรึกษา เป็นคนฟัง และคอยช่วยเหลือเมื่อจำเป็น วิธีนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ว่าความไว้วางใจเกิดขึ้นจากการเคารพซึ่งกันและกัน
3. ให้ลูกสอนเราบ้างก็ได้

คุณพ่อคุณแม่อาจต้องยอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่องหรือเชี่ยวชาญทุกเรื่อง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากจะมีเรื่องที่ต้องถามหรือขอความรู้จากลูกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี ข้อมูลความรู้ใหม่ๆ หรือแม้แต่มุมมองของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับความเท่าเทียมและความเข้าใจผู้อื่น
การเปิดโอกาสให้ลูกเป็นฝ่ายช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจบางเรื่อง ไม่เพียงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ยังทำให้ลูกรู้สึกว่าความคิดของตัวเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย
4. ปล่อยให้ลูกเป็นผู้นำบ้าง

การให้ลูกได้เป็นผู้นำในบางสถานการณ์ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิด ลองตัดสินใจ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก เช่น ให้ลูกเป็นคนวางแผนทริปสั้นๆ ของครอบครัว เลือกเมนูอาหารเย็น หรือจัดตารางวันหยุดด้วยตัวเอง
ช่วงเวลาเหล่านี้จะทำให้ลูกได้ฝึกใช้เหตุผล ฝึกแก้ปัญหา และเรียนรู้ว่าทุกการตัดสินใจมีผลตามมาอย่างไร ที่สำคัญคือทำให้ลูกเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่เชื่อมั่นในความสามารถของเขา การได้รับความไว้วางใจแบบนี้จะช่วยเสริมความมั่นใจ และทำให้ลูกกล้าที่จะเป็นผู้นำในแบบของตัวเองมากขึ้น

COMMENTS ARE OFF THIS POST