คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักในกลุ่มแป้ง ไม่เพียงแต่ให้พลังงานกับร่างกายเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อการทำงานของสมอง อารมณ์ และความรู้สึกปลอดภัยของลูกในทุกช่วงวัยอีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตจะจำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงพยายามเลือกและตั้งใจทำอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ แต่สิ่งที่เจอก็คือ ลูกชอบกินข้าวเปล่า ข้าวเหนียว ขนมปัง หรือเส้นต่างๆ มากกว่าอาหารหรือกับข้าวสารพัดอย่างที่คุณพ่อคุณแม่เตรียมไว้ให้
ทำไม ลูกชอบกินข้าวเปล่า และความชอบของเด็กๆ ถึงดูเหมือนจะหมุนรอบอยู่แค่อาหารประเภทแป้งมากกว่าอย่างอื่น เรามาหาคำตอบไปด้วยกันค่ะ

1. สมองของลูกต้องการพลังงานจากกลูโคส
สมองของเด็กโดยเฉพาะในช่วงวัย 4–10 ปี กำลังทำงานหนักและใช้พลังงานมากกว่าสมองของผู้ใหญ่หลายเท่า เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองมีการเติบโต สร้างเซลล์สมอง และเชื่อมต่อใยประสาทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพลังงานที่สมองต้องการหลักๆ ก็คือกลูโคส ที่ได้มาจากการย่อยคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งนั่นเอง
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ในปี 2019 พบว่า เด็กอายุ 5 ขวบใช้พลังงานของสมองคิดเป็นถึง 66 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมดของร่างกาย ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับผู้ใหญ่ที่ใช้พลังงานสมองประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นั่นหมายความว่า ร่างกายของลูกมีความจำเป็นต้องการแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเพื่อหล่อเลี้ยงสมองอย่างต่อเนื่อง และการที่ลูกกินอาหารจำพวกแป้งได้มากกว่าอย่างอื่น จึงเป็นสัญญาณตามธรรมชาติที่ร่างกายส่งมาเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตนั่นเอง
2. ลูกชอบรสชาติที่อ่อนนุ่มและปลอดภัย
รสชาติของอาหารมีผลอย่างมากต่อการเลือกกินของลูก เด็กเล็กโดยธรรมชาติจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสขม เปรี้ยว หรือรสจัด เพราะระบบรับรสของลูกยังอยู่ในช่วงพัฒนา และรสชาติที่ลูกชอบมากที่สุดก็คือรสหวานอ่อนๆ ซึ่งตรงกับรสของน้ำนมแม่
อาหารประเภทแป้ง ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้น ขนมปัง หรือมันฝรั่ง มักมีรสอ่อน เคี้ยวง่าย และไม่มีกลิ่นหรือรสที่ลูกต้องปรับตัวมากเกินไป จึงกลายเป็นกลุ่มอาหารที่กินได้ง่าย ให้ความรู้สึกปลอดภัย คุ้นเคย และอุ่นใจมากกว่าอย่างอื่น
3. แป้งเป็นอาหารชนิดแรกๆ ที่ลูกได้เรียนรู้และจดจำ
เมื่อถึงวัยที่ลูกเริ่มอาหารเสริมหลังหย่านม อาหารที่คุณพ่อคุณแม่มักเลือกให้ลูกลองเป็นอย่างแรกก็คือ ข้าวบด ข้าวต้ม หรือมันฝรั่งนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ย่อยง่าย และปลอดภัยสำหรับระบบย่อยอาหารที่ยังไม่สมบูรณ์ของลูก
องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำว่า ควรเริ่มอาหารเสริมจากอาหารที่ให้พลังงานสูงและมีความเสี่ยงต่ำในการแพ้ ซึ่งแป้งคือหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ นั่นทำให้ลูกผูกพันกับแป้งในระดับความทรงจำและความรู้สึกตั้งแต่ยังเล็ก โดยไม่รู้ตัว อาหารจำพวกแป้งจึงกลายเป็นคอมฟอร์ตโซนหรืออาหารที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ให้กับลูกด้วย
4. แป้งมีผลต่อสมองและอารมณ์
เวลาที่ลูกเหนื่อย หงุดหงิด หรือร้องไห้ หลายครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่า ลูกเรียกร้องข้าว ขนม หรืออาหารแป้งบางอย่าง ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากความเคยชินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดี
คาร์โบไฮเดรตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะช่วยเพิ่มระดับทริปโตแฟน (Tryptophan) ในสมอง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเซโรโทนิน การกินแป้งจึงสามารถทำให้ลูกสงบลงและรู้สึกดีขึ้นได้
Dr. Judith Wurtman และทีมงานจาก MIT เน้นศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคคาร์โบไฮเดรตกับการทำงานของสมอง พบว่าความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างการกินคาร์โบไฮเดรตกับระดับเซโรโทนินในสมอง ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมแป้งถึงเป็นอาหารที่ลูกโหยหาเมื่อต้องการปลอบใจตัวเอง
5. ลูกเกิดมาพร้อมกับยีนที่ชอบหวานและแป้ง
ในทางวิวัฒนาการ มนุษย์เรามีแนวโน้มชอบอาหารที่ให้พลังงานสูง ซึ่งหมายถึงอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง และแนวโน้มนี้เด่นชัดที่สุดในวัยเด็ก
การศึกษา Kathleen J. Ventura และ Julie A. Mennella จากศูนย์วิจัยที่เน้นเรื่องการรับรสและการดมกลิ่น ในปี 2011 ระบุว่า เด็กมีปฏิกิริยาต่อรสหวานมากเป็นพิเศษ และความชอบนี้เป็นกลไกของร่างกายตามธรรมชาติ ที่ช่วยให้ลูกเลือกกินอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าความชอบนี้จะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ แต่ในวัยเด็ก แป้งและน้ำตาลจึงกลายเป็นกลุ่มอาหารที่ดึงดูดใจลูกได้ง่ายมาก และเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการ ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเรื่องที่ต้องรีบเร่งแก้ไข
เพราะฉะนั้น หากลูกชอบกินแป้งมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป หากลูกมีช่วงที่ติดกินข้าวหรืออาหารแป้ง ขอเพียงดูแลสมดุลของสารอาหารในแต่ละมื้อให้ดี เช่น เสิร์ฟแป้งควบคู่กับโปรตีนและผัก เพิ่มไฟเบอร์ และหลีกเลี่ยงอาหารแป้งขัดขาวที่มีน้ำตาลสูง ก็สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย

COMMENTS ARE OFF THIS POST