เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มยื่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตให้กับลูก หลังจากนั้นหน้าจอก็จะเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกไปแล้วโดยไม่รู้ตัว จากที่เคยใช้เพื่อดูการ์ตูนหรือเล่นเกมในช่วงเวลาสั้นๆ ลูกก็เริ่มเรียกหาโทรศัพท์หรืออยากอยู่กับหน้าจอจนไม่สนใจสิ่งรอบตัว รู้ตัวอีกที คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มเห็นว่าลูกมีอาการงอแงเวลาไม่ได้อยู่กับหน้าจอไปเสียแล้ว
ภาวะติดจอ (Screen Addiction) คืออาการของคนที่อยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป ทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (โดพามีน) ออกมาจนรู้สึกต้องการใช้ตลอดเวลา และมีอาการหงุดหงิดเมื่อต้องแยกจากหน้าจอ หากเกิดขึ้นกับเด็กก็จะกลายเป็นพฤติกรรมกระวนกระวายและร้องไห้งอแงเมื่อถูกห้ามไม่ให้เล่นโทรศัพท์มือถือ
ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้น เริ่มพูดถึงความเชื่อมโยงการใช้หน้าจอมากเกินไป กับพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์ของเด็ก เช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Infant Behavior and Development พบว่า เด็กเล็กที่ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน มีแนวโน้มเกิดปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมมากขึ้น ขณะที่อีกงานวิจัยอีกชิ้นใน Child and Adolescent Psychiatry and Mental Health ก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการเล่นเกมออนไลน์เป็นเวลานาน ส่งผลต่อปัญหาด้านพฤติกรรม การนอน และการควบคุมอารมณ์ในเด็ก
เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าพฤติกรรมของลูกเริ่มเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ได้ใช้มือถือหรือถูกจำกัดเวลาเล่น เพราะบางครั้งสัญญาณของ ภาวะติดจอ อาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่มองว่าเป็นแค่อาการงอแงธรรมดา แต่ต้นเหตุที่แท้จริงอาจมาจากอาการติดหน้าจอที่คุณพ่อคุณแม่คาดไม่ถึง
1. อารมณ์ขึ้นทันทีเมื่อไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ

เด็กบางคนพอถึงเวลาต้องหยุดเล่นโทรศัพท์มือถือ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็ว เช่น กำลังเล่นสนุกและอารมณ์ดีอยู่ ก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือร้องไห้งอแง หากปล่อยนานไป อาจถึงขั้นโวยวาย ต่อต้าน และควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะสมองของลูกกำลังคุ้นชินกับความสนุกและการกระตุ้นจากหน้าจอ เมื่อถูกขัดจังหวะกะทันหัน จึงรู้สึกไม่พอใจมากกว่าปกติได้
2. โกรธแรงหรือก้าวร้าวเมื่อถูกห้าม

อีกสัญญาณที่เห็นได้ชัดก็คือ ถ้าลูกกำลังสนุกหรือเพลิดเพลินอยู่กับหน้าจอ แล้วคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่เข้ามาห้าม ขอคืน หรือขัดจังหวะถูกไม่ให้เล่นต่อ ลูกก็มักจะแสดงอารมณ์ไม่พอใจรุนแรงออกมา เช่น ตะโกน งอแง ร้องไห้หนัก หรือทำลายและขว้างปาสิ่งของสถานการณ์แบบนี้ อาจเป็นเพราะลูกไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไร โดยเฉพาะเด็กเล็กที่สมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อถูกหยุดหรือปิดกั้นสิ่งที่ทำให้มีความสุข จึงแสดงออกเป็นการระเบิดอารมณ์รุนแรงออกมา
สิ่งที่ช่วยได้ในช่วงเวลานั้น อาจไม่ใช่การพยายามสอนเหตุผลทันที แต่เป็นการอยู่ใกล้ๆ เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัย รอให้อารมณ์ค่อยๆ ลดลง และช่วยสะท้อนความรู้สึกของเขา เช่น ถามว่าตอนนี้ลูกกำลังโกรธเพราะไม่ได้เล่นโทรศัพท์ต่อใช่ไหมคะ การช่วยสะท้อนอารมณ์ จะช่วยให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตัวเองคืออะไรและสามารถรับมือกับอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น
3. ไม่สนใจกิจกรรมอื่นเหมือนเดิม

สิ่งที่ลูกเคยชอบทำ เช่น เล่นของเล่น วาดรูป ออกไปวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว อาจเริ่มดูไม่น่าสนใจเท่าการอยู่หน้าจอ เด็กบางคนที่เคยเล่นสนุกกับสิ่งรอบตัว กลับดูเบื่อเร็ว ไม่อยากทำอะไรนานๆ และถามหาโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตแทบตลอดเวลา สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นคลิปสั้น เกม หรือการ์ตูน มักให้ความสนุกที่รวดเร็วและเข้มข้นกว่า เด็กได้รับภาพ เสียง สีสัน และการกระตุ้นต่อเนื่องในเวลาอันสั้น จึงทำให้กิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น การต่อบล็อก เล่นบทบาทสมมติ หรือออกไปวิ่งเล่น อาจดูช้าหรือไม่น่าตื่นเต้นเมื่อเทียบกัน
เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ เด็กอาจเริ่มเลือกหน้าจอเป็นความบันเทิงหลัก เพราะรู้สึกว่าได้ความสนุกทันทีโดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ต่างจากกิจกรรมอื่นที่ต้องใช้เวลา ใช้จินตนาการ หรือมีคนเล่นด้วย
4. สมาธิลดลง เบื่อง่ายกับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม

เด็กที่มีภาวะติดจอมักจะจดจ่อกับสิ่งที่ต้องใช้เวลาหรือต้องใช้ความพยายาม เช่น อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ต่อเลโก้ หรือฟังผู้ใหญ่พูดนานๆ ไม่ได้ จากที่เคยนั่งเล่นหรือจดจ่อกับบางอย่างได้ก็กลายเป็นเบื่อง่าย ทำได้ไม่นาน ก็เริ่มลุกขึ้นเดินไปมา หรือเลิกทำกลางคัน
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหน้าจอ โดยเฉพาะคลิปสั้นหรือเกม มักมีการเปลี่ยนภาพและกระตุ้นความสนใจอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองคุ้นชินกับการได้รับสิ่งเร้าใหม่ตลอดเวลา เมื่อกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาและความอดทน เด็กจึงอาจรู้สึกว่าช้าเกินไป และไม่ดึงดูดพอที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นได้นาน
5. ความสุขขึ้นอยู่กับหน้าจอเป็นหลัก

ตรงข้ามกับอาการหงุดหงิดทันทีที่ไม่ได้ใช้หน้าจอ เด็กบางคนก็สามารถดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเมื่อได้เล่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต จนคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าหน้าจอกลายเป็นที่พึ่งที่ทำให้ลูกอารมณ์ดีได้ง่ายที่สุด
ในระยะสั้น สิ่งนี้อาจดูเหมือนไม่มีปัญหา เพราะหน้าจอช่วยให้เด็กเพลิดเพลินและอาจเป็นตัวช่วยในช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่กำลังยุ่งเหยิงได้ แต่เมื่อความสุขของลูกไปขึ้นอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ลูกอาจเริ่มรับมือกับช่วงเวลาที่น่าเบื่อหรือไม่มีสิ่งกระตุ้นได้ยากขึ้น เพราะเคยชินกับการมีสิ่งบันเทิงอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา พอไม่มีโทรศัทพ์มือถือหรือแท็บเล็ต ลูกอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่น่าสนใจและไม่รู้จักวิธีหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่จริงได้

COMMENTS ARE OFF THIS POST