ทุกวันนี้ หน้าจอสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ทีวี เกมออนไลน์ หรือยูทูบ ที่เต็มไปด้วยการกระตุ้นรวดเร็ว จนกลายเป็นความท้าทายที่คุณพ่อคุณแม่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่พ่อแม่รุ่นใหม่กลับรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกไม่ได้ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น
เพราะความยากในการเลี้ยงลูก ไม่ได้หมายถึงลูกไม่เชื่อฟัง ดื้อ ซน เถียง หรือมีนิสัยไม่น่ารัก แต่หมายรวมไปถึงการที่ลูกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างไม่จำกัด แม้จะมีข้อดี แต่หากปล่อยให้เป็นไปอย่างไม่มีขอบเขต ผลเสียของการเล่นหน้าจอ อาจร้ายแรงกว่าที่คุณพ่อคุณแม่คาดคิด
นอกจากปัญหาสมาธิสั้นที่พ่อแม่หลายคนเป็นกังวลแล้ว การให้ลูกใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป ยังส่งผลต่อสุขภาพกาย อารมณ์ และความสัมพันธ์กับผู้อื่นในระยะยาวอีกด้วย
การรู้ทันและเข้าใจ ผลเสียของการเล่นหน้าจอ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนจัดการเวลาหน้าจอของลูกได้เหมาะสม และช่วยให้ลูกเติบโตอย่างสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ
หน้าจอกับสมองของลูก

เวลาที่ลูกจ้องหน้าจอ สมองจะได้รับการกระตุ้นจากภาพและเสียงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เด็กก็จะคุ้นชินกับการตอบสนองเร็ว ไม่ต้องรอ และไม่ต้องอดทน
นักประสาทวิทยาพบว่า เด็กที่ใช้หน้าจอมากเกินไป มักมีการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) น้อยกว่าปกติ ซึ่งสมองส่วนนี้มีหน้าที่สำคัญต่อการวางแผน การควบคุมอารมณ์ และสมาธิ เมื่อสมองส่วนนี้ไม่ได้รับการฝึกเพียงพอ ลูกจึงไม่เพียงแค่สมาธิสั้น แต่ยังควบคุมตัวเองได้ยากทั้งในเรื่องอารมณ์และพฤติกรรม
ลูกใจร้อนและอาละวาดง่าย

ลูกที่ติดหน้าจอมักจะทนกับความเบื่อไม่ได้ รออะไรนานๆ ไม่ไหว และจัดการอารมณ์ลำบาก เพราะโลกในหน้าจอไม่เคยบังคับให้ลูกต้องรอเลย ทุกอย่างตอบสนองทันใจจนสมองคุ้นเคยกับความพึงพอใจแบบรวดเร็ว
ดังนั้น เวลาคุณพ่อคุณแม่บอกให้ลูกหยุดเล่นหน้าจอ หรือเจอสถานการณ์ธรรมดาในชีวิต เช่น ต้องรอคิวร้านอาหาร ต้องทำการบ้าน หรือเล่นกับเพื่อนที่ไม่ตามใจ ลูกจะไม่รู้วิธีจัดการอารมณ์ตัวเอง กลายเป็นมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว และเอาแต่ใจได้
หน้าจอทำให้ลูกขาดการเล่นที่แท้จริง

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนรู้ดีว่าการเล่น ช่วยส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ให้กับลูก ยิ่งเด็กที่ได้ใช้เวลาเล่นมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีทักษะต่างๆ ดีขึ้น เพราะเด็กทุกคนต้องการการเล่นที่แท้จริงเพื่อเติบโตอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นกลางแจ้ง ปีนป่าย เล่นบทบาทสมมติ เล่นกับเพื่อน หรือแม้แต่การเล่นเงียบๆ คนเดียว การเล่นเหล่านี้คือห้องเรียนชีวิตที่ช่วยให้ลูกได้ ฝึกสมาธิ ทักษะทางสังคม ความอดทน การแก้ปัญหา และการควบคุมอารมณ์
แต่ในทางกลับกันการเล่นหน้าจอไม่ได้สอนอะไรเหล่านี้เลย สิ่งที่ลูกได้รับมีเพียงการเสพภาพและเสียง กับการตอบสนองเร็วๆ เท่านั้น ผลก็คือ ลูกขาดประสบการณ์สำคัญในการเรียนรู้ที่จะรอ เข้าใจความผิดหวัง หรือจัดการความเบื่อด้วยตัวเองได้
ผลกระทบทางร่างกายและทักษะชีวิต

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันคิดคือ การใช้หน้าจอบ่อยไม่ได้กระทบแค่สมาธิหรืออารมณ์ แต่ยังส่งผลกับร่างกายและพัฒนาการด้านอื่นๆ
1. ผลกระทบด้านร่างกาย
• สายตา การจ้องหน้าจอนานๆ ทำให้สายตาล้า และเสี่ยงสายตาสั้นตั้งแต่เด็กได้
• กระดูกและกล้ามเนื้อ การก้มดูมือถือบ่อยๆ ส่งผลต่อคอ หลัง และไหล่
• การนอน แสงสีฟ้ารบกวนการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้หลับยากและไม่สนิท
• การเขียนหนังสือ เด็กที่ใช้หน้าจอมากจะจับดินสอไม่ถนัด เขียนไม่คล่อง หรือเมื่อยมือง่าย เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ได้รับการฝึกให้แข็งแรง
2. ผลกระทบด้านทักษะชีวิต
• สมาธิและความอดทน ลูกคุ้นเคยกับความรวดเร็วจากหน้าจอ จึงไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ
• การควบคุมอารมณ์ เทคโนโลยีในหน้าจอแข่งขันกันด้วยความเร็วเป็นหลัก เมื่ออยู่ในชีวิตจริงที่ต้องอดทนรอคอย ลูกจึงมักหงุดหงิดง่ายและจัดการอารมณ์ไม่เป็น
• การเข้าสังคม หน้าจอทำให้ลูกมีเวลาปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่เป็นคนจริงๆ น้อยลง นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่าเด็กที่ใช้หน้าจอมากเกินไปมักมีคะแนนทักษะสังคมต่ำกว่าเด็กที่เล่นกับกลุ่มเพื่อน
• การเล่นเชิงสร้างสรรค์ การเล่นในชีวิตจริงช่วยให้ลูกได้ใช้จินตนาการและคิดสร้างสรรค์ เช่น เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นเกมที่ต้องคิดกติกาเองมากกว่าการใช้หน้าจอที่ต้องเล่นเกมในรูปแบบที่กำหนดเท่านั้น

COMMENTS ARE OFF THIS POST