ในวันที่โลกเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบและแข่งขัน โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่ลูกสามารถเห็นเรื่องราวหรือความสำเร็จของคนอื่นได้ตลอดเวลา พ่อแม่ยุคนี้จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Self-Esteem หรือความรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองให้กับลูก เพราะเชื่อว่าเมื่อลูกมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง ลูกจะสามารถรับมือกับความท้าทายในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง โดยไม่ปล่อยให้ความคิดเห็นของคนอื่นมาตัดสินหรือกำหนดคุณค่าของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การ สอนให้ลูกมี Self-Esteem ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยหรือชื่นชมลูกในทุกเรื่อง เพราะระหว่างการส่งเสริมความภาคภูมิใจในตัวเองกับการตามใจจนเกินพอดี มีเส้นแบ่งบางๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว จากความตั้งใจที่อยากให้ลูกรู้สึกมีคุณค่าและมั่นใจในตัวเอง อาจกลายเป็นการปลูกฝังความเชื่อว่าตัวเองสำคัญกว่าผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ
การ สอนให้ลูกมี Self-Esteem จึงไม่ใช่การทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเก่งหรือพิเศษกว่าคนอื่น แต่คือการช่วยให้ลูกมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะเคารพและเห็นคุณค่าของผู้อื่นด้วย ในขณะเดียวกัน การส่งเสริมให้ลูกมี Self-Esteem ที่ดี ก็ต้องไม่เป็นการสร้าง Ego หรือความเชื่อมั่นและยึดติดในตัวเองมากเกินไปให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว
แต่คุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังส่งเสริมให้ลูกมี Self-Esteem หรือปลูกฝัง Ego ให้ลูกกันแน่ ลองเช็กจาก 5 สัญญาณ ต่อไปนี้กันดูนะคะ
1. วิธีตอบสนองเมื่อลูกผิดพลาด

หากคุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะรับฟังความรู้สึกของลูก ยอมรับในความพยายาม และให้กำลังใจโดยไม่รีบตำหนิ พฤติกรรมนี้คือส่วนหนึ่งของการสอนให้ลูกมี Self-Esteem อย่างเหมาะสม เพราะลูกจะได้เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และรับรู้ว่าคุณค่าของตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีท่าทีแสดงความผิดหวังรุนแรง หรือตรงกันข้ามคือรีบปกป้องลูกด้วยการโทษคนอื่นหรือโทษสถานการณ์แวดล้อมอยู่เสมอ อาจทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และมองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ยอมรับไม่ได้ ก็จะทำให้ลูกไม่สามารถรับมือความผิดหวังเมื่อต้องเผชิญกับความล้มเหลวในอนาคตได้เช่นกัน
2. รูปแบบคำชมที่ใช้

คำชมจากคุณพ่อคุณแม่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้และมองเห็นคุณค่าของตัวเอง หากเป็นคำชมที่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจ ความพยายาม หรือการลงมือทำ เช่น “ลูกเก่งมากที่ตั้งใจทำการบ้าน” หรือ “แม่ภูมิใจในตัวลูกมากที่มีวินัยฝึกเล่นเปียโนทุกวัน” คำชมลักษณะนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าคุณค่าของตัวเองไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นและความพยายามด้วยเช่นกัน
ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่มักชมลูกด้วยการเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือยกให้ลูกเป็นคนที่เก่งที่สุดอยู่เสมอ เช่น “ลูกแม่เก่งที่สุด” หรือ “หนูฉลาดกว่าเพื่อนคนอื่น” คำชมเหล่านี้อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองผูกอยู่กับการเป็นที่หนึ่งหรือการอยู่เหนือกว่าคนอื่น จนค่อยๆ เปลี่ยนจากความมั่นใจในตัวเองไปสู่ความคาดหวังว่าตัวเองจะต้องเก่งกว่าใครอยู่ตลอดเวลา
3. วิธีที่คุณพ่อคุณแม่พูดถึงความสำเร็จของคนอื่น

อีกหนึ่งสิ่งที่ลูกเรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่ในทุกวัน คือวิธีมองความสำเร็จของคนรอบตัว หากในบ้านมีการชื่นชมความสามารถของผู้อื่นอย่างจริงใจ และชวนลูกมองถึงข้อดีของคนอื่น ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าความสำเร็จของคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องแข่งขันหรืออิจฉา แต่สามารถเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองได้
ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ชอบเปรียบเทียบหรือพยายามลดทอนความสำเร็จของคนอื่นเพื่อให้ลูกดูโดดเด่นกว่าอยู่เสมอ ลูกอาจซึมซับความคิดว่าการได้รับการยอมรับต้องมาพร้อมกับการเหนือกว่าคนอื่น จนยากที่จะยินดีกับความสำเร็จของเพื่อน และคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างอยู่เสมอ
4. วิธีตักเตือนเมื่อลูกทำผิด

เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก การพูดคุยด้วยเหตุผล พร้อมแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับตัวตนของลูก จะช่วยให้ลูกรู้ว่าการถูกตักเตือนไม่ได้แปลว่าเขาเป็นเด็กไม่ดี แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
แต่หากใช้การตำหนิด้วยอารมณ์ การประชดประชัน หรือใช้คำพูดที่กระทบคุณค่าในตัวลูก อาจทำให้ลูกรับคำแนะนำหรือคำวิจารณ์ได้ยาก จนนำไปสู่การโต้เถียง การปฏิเสธความผิด หรือการไม่เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น เพราะรู้สึกว่าทุกคำตักเตือนคือการโจมตีตัวตนของตัวเอง
5. เป็นพ่อแม่ที่รับฟังความคิดเห็นของลูกหรือเปล่า

อีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนว่ากำลังสร้าง Self-Esteem หรือ Ego ให้ลูกอยู่ คือวิธีที่คุณพ่อคุณแม่รับฟังความคิดเห็นของลูกในชีวิตประจำวัน แม้ความคิดของลูกอาจยังไม่ถูกต้องหรือสมบูรณ์แบบมากนัก แต่การเปิดโอกาสให้ลูกได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น และได้รับการรับฟังอย่างเคารพ จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าความคิดของตัวเองมีคุณค่า
แต่หากคุณพ่อคุณแม่ปฏิเสธความคิดเห็นของลูกทันที หรือคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามความคิดของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ลูกอาจค่อยๆ เสียความมั่นใจ หรือเติบโตขึ้นพร้อมกับความเชื่อว่าความคิดเห็นของตัวเองสำคัญที่สุด และไม่เปิดรับมุมมองที่แตกต่างจากผู้อื่น

COMMENTS ARE OFF THIS POST