เด็กๆ มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ใครเห็นก็อดยิ้มตามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มไร้เดียงสา คำพูดชวนหัวเราะ ท่าทางน่าเอ็นดู หรือโมเมนต์เล็กๆ ในแต่ละวันที่ชวนให้คุณพ่อคุณแม่อยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ถ่ายคลิป และแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้เห็น เพราะสำหรับหลายครอบครัว การโพสต์ภาพหรือคลิปของลูกไม่ใช่แค่การอวดความน่ารัก แต่ยังเป็นการเก็บความทรงจำและแบ่งปันความสุขให้กับญาติ เพื่อน และผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย เพราะความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็ก ก็เป็นคอนเทนต์ที่มักจะทำเอนเกจเมนต์ได้ดีเสมอ
พฤติกรรมลักษณะนี้เรียกว่า Sharenting ซึ่งเป็นคำที่เกิดจากการรวมคำว่า Share และ Parenting หมายถึง การที่คุณพ่อคุณแม่แบ่งปันรูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับลูกผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Children and Media ระบุว่า แม้การแชร์เรื่องราวของลูกจะตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่หลายด้าน แต่ก็อาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของลูก รวมถึงสิทธิในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ด้วยตัวเองในอนาคต ขณะที่ American Academy of Pediatrics (AAP) ก็แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่คิดถึงความยินยอม ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบระยะยาวของข้อมูลทุกครั้งก่อนโพสต์ เพราะสิ่งที่ดูเป็นเพียงโมเมนต์น่ารักในวันนี้ อาจยังคงอยู่บนโลกออนไลน์ไปพร้อมกับการเติบโตของลูกในวันข้างหน้า
เพราะฉะนั้น แม้จุดเริ่มต้นของ Sharenting มักเกิดจากความรัก ความภูมิใจ และความตั้งใจดี แต่เมื่อมีการแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของลูกก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกออนไลน์โดยที่ลูกยังไม่มีโอกาสเลือกหรือยินยอมด้วยตัวเอง อีกทั้งยังทำให้ผู้ติดตามจำนวนมากรู้จักลูกผ่านหน้าจอ ราวกับเป็นคนใกล้ชิด ทั้งที่ไม่เคยพบกันในชีวิตจริง
1. เมื่อผู้ติดตามเริ่มรู้สึกเหมือนโตมาพร้อมกับลูก

ผู้ติดตามบางคนอาจรู้สึกผูกพันกับลูกของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งที่ไม่เคยพบกันในชีวิตจริง เพราะเห็นภาพ คลิป และเรื่องราวของลูกอยู่เป็นประจำ จนรู้สึกเหมือนได้เฝ้ามองการเติบโตมาตั้งแต่เล็ก หลายคนจำได้ว่าลูกชอบทำอะไร พูดคำแรกว่าอะไร หรือกำลังอยู่ในช่วงวัยไหน ราวกับเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง
แม้จะเป็นความรู้สึกในแง่บวก แต่ก็สะท้อนว่าลูกกำลังมีผู้ร่วมรับรู้การเติบโตจำนวนมาก โดยที่ลูกอาจยังไม่มีโอกาสตัดสินใจเองว่า อยากให้คนเหล่านั้นรู้จักชีวิตของตัวเองมากน้อยแค่ไหน งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การแบ่งปันข้อมูลของเด็กอย่างต่อเนื่อง มีส่วนสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัล (Digital Identity) ตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนที่เด็กจะสามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้
2. ความเอ็นดูไม่ใช่ปัญหา แต่การลืมขอบเขตอาจเป็นปัญหา

คนส่วนใหญ่ที่ติดตามลูกของคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ได้มีเจตนาร้าย หลายคนเพียงรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งเติบโต แต่เมื่อความผูกพันเกิดขึ้นมากขึ้น บางครั้งก็อาจนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นหรือการคาดหวังที่ลึกเกินกว่าความเป็นจริง เช่น การถามหาลูกทุกครั้งที่ไม่มีคอนเทนต์ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลี้ยงดู วิจารณ์พัฒนาการของลูก หรือรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของครอบครัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ติดตามเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ชมบนโลกออนไลน์
งานวิจัยด้านการสื่อสารมองว่า ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เกิดจากการรับรู้ความใกล้ชิดผ่านสื่อ (parasocial relationship) ซึ่งอาจทำให้ผู้ติดตามรู้สึกสนิทกับเด็กหรือครอบครัวมากกว่าที่เป็นจริง จึงยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนักถึงขอบเขตของข้อมูลที่แบ่งปัน
3. สร้างตัวตนดิจิทัลของลูกโดยที่ลูกไม่ยินยอม

ทุกครั้งที่โพสต์รูป คลิป หรือเรื่องราวของลูก ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้หายไปหลังจากเลื่อนผ่านฟีด แต่กำลังกลายเป็น Digital Footprint หรือร่องรอยบนโลกออนไลน์ที่อาจคงอยู่ไปอีกหลายปี แม้ข้อมูลแต่ละอย่างจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ชื่อเล่น วันเกิด โรงเรียน สถานที่ที่ไปบ่อย หรือกิจวัตรประจำวัน แต่เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถประกอบกันเป็นภาพชีวิตของเด็กได้อย่างละเอียด
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Central Lancashire ระบุว่า เด็กในยุคปัจจุบันจำนวนมากมีตัวตนบนโลกออนไลน์ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะพ่อแม่เป็นผู้สร้างร่องรอยดิจิทัลให้ตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะเข้าใจหรือให้ความยินยอมได้เอง ซึ่งร่องรอยเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวของเด็กในระยะยาว
4. ลูกควรเป็นเจ้าของเรื่องราวของตัวเอง

หลายครั้งคุณพ่อคุณแม่โพสต์รูปหรือคลิปของลูกด้วยความเอ็นดู เช่น ภาพตอนร้องไห้ ตอนงอแง หรือโมเมนต์ชวนขำ เพราะมองว่าเป็นความทรงจำที่น่ารักของครอบครัว แต่เมื่อลูกโตขึ้น รูปหรือเรื่องราวที่ผู้ใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องขำขัน อาจกลายเป็นสิ่งที่เด็กไม่อยากให้เพื่อนหรือคนแปลกหน้าเห็น และอาจทำให้รู้สึกอับอายหรือสูญเสียความเป็นส่วนตัวได้ งานวิจัยที่ศึกษามุมมองของวัยรุ่นพบว่า เด็กหลายคนรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคุณพ่อคุณแม่โพสต์เรื่องราวหรือรูปภาพที่ตัวเองไม่ได้ยินยอม โดยเฉพาะเนื้อหาที่น่าอายหรือเป็นเรื่องส่วนตัว
ดังนั้น หากลูกเริ่มโตพอที่จะสื่อสารได้ คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มชวนลูกพูดคุยก่อนโพสต์ เช่น ถามลูกก่อนว่ารูปนี้ลงได้ไหม นอกจากจะเป็นการขอความยินยอม (consent) จากลูกแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองมีคุณค่า และได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวอีกด้วย
5. ระวังการเลี้ยงลูกด้วยคอมเมนต์

การที่ความคิดเห็นของคนบนโลกออนไลน์ เริ่มเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเลี้ยงลูกมากกว่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตจากลูกของตัวเอง เช่น เดิมทีคุณพ่อคุณแม่อาจมั่นใจว่าลูกกำลังเติบโตได้ดีตามวัย แต่เมื่อเห็นคอมเมนต์จำนวนมากที่บอกว่าลูกวัยนี้ควรทำได้แล้วหรือเห็นเด็กคนอื่นในโซเชียลฯ ที่ดูพัฒนาการก้าวหน้ากว่า ก็อาจเริ่มรู้สึกกังวลว่า ลูกของเราช้ากว่าคนอื่นหรือเปล่า หรือเรากำลังเลี้ยงลูกผิดวิธีหรือไม่
เมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ความมั่นใจในการเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจค่อยๆ ลดลง จนบางครั้งการตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ต้องรอความคิดเห็นจากคนอื่นมากกว่าการเชื่อในสิ่งที่เห็นจากลูกจริงๆ ก็ได้

COMMENTS ARE OFF THIS POST