READING

Soft Skills สำหรับเด็กอนุบาล ที่สำคัญกว่าการอ่านออ...

Soft Skills สำหรับเด็กอนุบาล ที่สำคัญกว่าการอ่านออกเขียนได้

Soft Skills สำหรับเด็กอนุบาล

เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เห็นเด็กอนุบาลรุ่นราวคราวเดียวกับลูกเริ่มอ่านและเขียนชื่อตัวเองหรือคำศัพท์ง่ายๆ ได้ เด็กบางคนสามารถเข้าใจเรื่องการบวกลบด้วยตัวเลขตั้งแต่อายุยังน้อย ย้อนกลับมาดูลูกตัวเอง ทำไมยังอ่าน เขียน หรือบวกลบไม่ได้เลย ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกเปรียบเทียบ และเกิดคำถามในใจว่า ลูกเราเรียนรู้เรื่องวิชาการช้าไปหรือเปล่า…

แต่ถ้ามองกันในแง่พัฒนาการแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าการอ่านออกเขียนได้และความรู้ทางวิชาการของเด็กวัยนี้ก็คือ Soft Skills สำหรับเด็กอนุบาล เพราะก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะพร้อมเรียนรู้ในห้องเรียน เขาต้องค่อยๆ เรียนรู้สิ่งที่เป็นเหมือนรากฐานของการใช้ชีวิต ทั้งการควบคุมอารมณ์ การรอคอย การสื่อสารความต้องการ การแก้ปัญหาเล็กๆ และการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้คือทักษะที่จะส่งผลกับการเรียนรู้ระยะยาวเช่นกัน

Yale Child Study Center เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยใน Child Development ที่วิเคราะห์การศึกษากว่า 424 ชิ้นจาก 50 ประเทศ และพบว่าการบ่มเพาะ Soft Skills สำหรับเด็กอนุบาล ให้ลูกยังมีส่วนช่วยให้เด็กมีผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 13 โดยมีปัญหาพฤติกรรมน้อยกว่า และมีความสุขในระยะยาวมากกว่า

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการฝึก Soft Skills ให้ลูก ก็จะเข้าใจว่าลูกไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการนั่งฟังคุณครูสอนหรือท่องจำสิ่งต่างๆเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่น การลองผิดลองถูก และการเผชิญสถานการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนที่อยากได้ของเล่นแต่ต้องรอ ตอนที่เล่นแล้วแพ้แล้วรู้สึกเสียใจ ตอนที่มีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อนแล้วต้องหาทางสื่อสาร หรือแม้แต่ตอนที่ผิดหวังแล้วค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสงบลง ซึ่งในทางจิตวิทยาพัฒนาการ สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการฝึก Self-regulation, Emotional Control และ Social Skills ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ ไม่น้อยไปกว่าการอ่านออกเขียนได้เลยทีเดียว

5 ทักษะชีวิตที่สำคัญสำหรับเด็กอนุบาล

1. ทักษะการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเอง

SoftSkills_web_1

การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง หรือ Self-Regulation คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับเด็กเล็ก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Psychology ได้วิจัยเด็กอนุบาลกว่า 932 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่าทักษะนี้เป็นสิ่งที่ทำนายความสำเร็จตลอดชีวิตของลูก ทั้งด้านสุขภาพ ความสัมพันธ์ และรายได้ในอนาคต ทักษะนี้ไม่ได้ติดตัวลูกมาตั้งแต่เกิด แต่พัฒนาขึ้นได้ในช่วงที่สมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พ่อแม่เริ่มฝึกลูกน้อยได้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้ลูกฝึกรอคอยให้ถึงคิวของตัวเอง การให้ลูกหัดฟังจนจบก่อนจะพูด หรือการที่ต้องหยุดเล่นได้เองเมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่กำหนด สิ่งเหล่านี้ฟังดูธรรมดา แต่คือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ทุกอย่างในชีวิต

2. ทักษะความยืดหยุ่นและการรับมือกับความล้มเหลว

SoftSkills_web_2

เมื่อลูกไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือทำอะไรด้วยตัวเองไม่สำเร็จ แล้วร้องไห้งอแงเพราะรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ ไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ แต่หากลูกล้มเหลวแล้วถอดใจหรือเลิกทำสิ่งนั้นไปเลยต่างหากคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำให้ลูกมีทักษะความยืดหยุ่น เช่น เมื่อลูกต่อบล็อกไม้แล้วล้ม ลูกร้องไห้เสียใจและไม่ยอมเล่นต่อบล็อกไม้ใหม่อีกเลย คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยด้วยการให้กำลังใจและชื่นชมกระบวนที่ลูกทำระหว่างต่อบล็อกไม้ มากกว่าจะชื่นชมผลลัพธ์ เช่น ‘วันนี้ลูกต่อได้สูงกว่าครั้งที่แล้วอีก’ หรือ ‘ครั้งนี้ลูกต่อออกมาได้ดีแล้ว ถ้าลองต่ออีก ลูกคงต่อออกมาเป็นรูปทรงใหม่ๆ ได้แน่ๆ’ เพราะลูกจะได้เรียนรู้ว่าการทำซ้ำบ่อยๆ คือการเรียนรู้จากการผิดพลาดในครั้งแรก และทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะยอมรับความรู้สึกล้มเหลวและกล้าที่จะลองทำใหม่หลายๆ ครั้งได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ล้มเหลว เพื่อให้ลูกรู้ว่าความล้มเหลวไม่ใช่ตอนจบของทุกอย่าง

3. ทักษะความเห็นอกเห็นใจ

SoftSkills_web_3

งานวิจัยจาก International Journal of Psychology and Educational Studies ระบุว่าเด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาทักษะ Empathy ตั้งแต่เล็กอาจมีปัญหาในการสร้างมิตรภาพ มีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และมีปัญหาการปรับตัวเข้าสังคม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงชีวิตผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งการฝึกทักษะนี้ให้เด็กๆ วัยอนุบาลได้อย่างง่ายที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ก็คือการอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน

งานวิจัยจาก NIH พบว่าการอ่านนิทานให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่ม Empathy และความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้ เพราะการที่ลูกได้เข้าไปอยู่ในโลกของตัวละครช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะมองโลกผ่านสายตาคนอื่นนั่นเอง

4. ทักษะการสื่อสาร

SoftSkills_web_4

ทักษะการสื่อสารสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันในรั้วโรงเรียนและยังเป็นทักษะที่สร้างรากฐานชีวิตให้กับลูกในอนาคต คนที่มีทักษะการสื่อสารดี มักมีโอกาสที่ประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านมากขึ้น  โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมการฝึกทักษะการสื่อสารให้ลูกได้ผ่านการเปิดโอกาสให้ลูกได้เข้าสังคม ได้เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน และคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถชวนลูกให้ช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน เช่น ชวนกันทำงานบ้าน ทำอาหารง่ายๆ  หรือชวนลูกมาช่วยกันวางแผนว่าวันนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี สิ่งเหล่านี้ฝึกให้ลูกรู้จักรับฟัง แสดงความคิดเห็น และทำงานร่วมกับคนอื่นได้

5. ทักษะความมั่นใจและกล้าที่จะพัฒนาตัวเอง

SoftSkills_web_5

ข้อมูลจาก Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford ได้ค้นพบว่า เด็กที่เชื่อว่า ‘ฉันเก่งขึ้นได้ถ้าพยายาม’ จะมีความพากเพียร และสามารถรับมือกับความล้มเหลวได้ดีและมีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่าเด็กที่ไม่มีความมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้

คุณพ่อคุณแม่จึงควรเริ่มปลูกฝังความมั่นใจและกล้าที่จะพัฒนาตัวเอง ให้กับลูก นอกจากการชื่นชมลูกแล้วยังควรเลือกคำชมที่สร้างความมั่นใจอย่างมั่นคงในระยะยาว เช่น แทนที่จะชมว่า ‘ลูกฉลาดมาก!’ ลองเปลี่ยนเป็นชมว่า ‘ลูกพยายามได้ดีมาก!’ หรือแทนที่จะบอกว่า ‘ลูกเก่งมากที่สอบได้คะแนนดี’ ก็เปลี่ยนเป็นการชมว่า ลูกได้คะแนนดีเพราะลูกตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เพราะการที่ลูกได้รับการชมที่ ‘กระบวนการ’ จะช่วยให้ลูกรู้ว่าการพยายามในแต่ละขั้นตอนมีความหมาย และกล้าที่จะเผชิญความท้าทายมากขึ้นอีกด้วย

 

อ่านบทความ: ทักษะทางสังคม (Soft Skills) และทักษะวิชาการ (Hard Skills) : ฝึกลูกให้เรียนดีและใจดี
อ้างอิง
Yale Child Study Center / Child Development
PMC

PITTAYARAT CH.

พิทยารัตน์ ชูพล: เด็กผู้หญิงผู้รับบทบาทลูกสาวคนเล็ก ที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักเเละความใส่ใจจากคุณแม่ จนมีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะมอบความรักอันยิ่งใหญ่แบบนี้ให้ใครสักคนบ้าง

COMMENTS ARE OFF THIS POST