READING

ภาวะ SPD ในเด็ก : ทำอย่างไร เมื่อลูกตอบสนองต่อสิ่ง...

ภาวะ SPD ในเด็ก : ทำอย่างไร เมื่อลูกตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ

ภาวะ SPD ในเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตว่า ลูกมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่างไม่เหมือนเด็กคนอื่น เช่น ตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง ชอบเล่นแรง ชอบกัด ชอบดม ชอบเอาของเข้าปาก

หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้วละก็ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะ SPD ในเด็ก นั่นเอง ภาวะ SPD หรือ Sensory Processing Disorder คือภาวะบกพร่องในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส และตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส เช่น แสง เสียง กลิ่น การสัมผัส และการเคลื่อนไหว ได้ต่างจากปกติสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1. ตอบสนองไวเกินไป (Over-Responsivity) เด็กๆ จะรับรู้ความรู้สึกได้มากกว่าปกติ มักจะตกใจง่ายกับเสียงดัง ไม่ชอบให้แตะตัว รู้สึกรำคาญป้ายติดเสื้อหรือเนื้อผ้าบางชนิด บางครั้งก็จะแสดงออกผ่านกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น งอแงเวลาให้ไปแปรงฟัน หรือตอนตัดเล็บให้

2. ตอบสนองช้า (Under-Responsivity) เด็กในกลุ่มนี้มีความสามารถในการรับรู้ต่อความรู้สึกต่างๆ ได้น้อยกว่าปกติ อาการที่มักจะแสดงให้เห็น เช่น ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อหกล้ม เรียกแล้วไม่หันแม้ในระยะประชิด ชอบเล่นแรงเพื่อกระตุ้นความรู้สึกตัวเอง

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการที่เป็นสัญญาณของ ภาวะ SPD ในเด็ก ควรเริ่มปรึกษาจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลลูกอย่างเข้าใจตามแนวทางดังต่อไปนี้

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย

SPD_web_1

สำหรับลูกที่มีภาวะตอบสนองไวเกินไป คุณพ่อคุณแม่ควรลดสิ่งกระตุ้นภายในบ้าน เช่น ไม่เปิดโทรทัศน์เสียงดัง จัดมุมสงบที่ไม่ใช้แสงจ้า เลือกเสื้อผ้าที่นุ่มสบายไม่ระคายผิว สำหรับลูกที่ตอบสนองช้า คุณพ่อคุณแม่ควรจัดมุมสำหรับทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสให้มากขึ้น เช่น พื้นที่กว้างสำหรับให้ลูกเคลื่อนไหวและออกแรงเต็มที่ มุมร้องเพลงเป็นต้น

2. ค่อยๆ พาลูกเรียนรู้อย่างเข้าใจ

SPD_web_2

 ไม่ว่าลูกจะไวหรือช้าต่อสิ่งกระตุ้น การให้ลูกได้ทำกิจกรรมเสริมประสาทสัมผัสอย่างใจเย็นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากคุณพ่อคุณแม่เร่งรัดหรือหงุดหงิดลูก จะทำให้ลูกเกิดความกังวล ปิดกั้นการบำบัด ไม่ชอบตัวเอง เพราะคิดว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่นั้นสร้างความรำคาญใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ได้

3. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมอย่างละเอียด

SPD_web_3

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตและจดบันทึกปฏิกิริยาลูกต่อสิ่งเร้าต่างๆ อย่างละเอียด จะช่วยให้ระบุปัจจัยกระตุ้นได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการดูแลลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค้นพบกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย หรือตื่นตัวได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

SPD_web_4

หากพฤติกรรมของลูกส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาจิตแพทย์เด็ก และนักกิจกรรมบำบัด ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินภาวะและวางแผนการบำบัดที่เหมาะสม เช่น Sensory Diet เพื่อช่วยให้สมองของลูกเรียนรู้การประมวลผลข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่ว่าลูกจะตอบสนองไวหรือช้าเกินไป การบำบัดที่เหมาะสมจะช่วยให้ลูกได้รับการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดเพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุด

 

อ่านบทความ: ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) : 4 วิธีรับมือเมื่อวันหยุดยาวทำให้ลูกความรู้ถดถอย
อ้างอิง
Familydoctor
HSE

PITTAYARAT CH.

พิทยารัตน์ ชูพล: เด็กผู้หญิงผู้รับบทบาทลูกสาวคนเล็ก ที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักเเละความใส่ใจจากคุณแม่ จนมีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะมอบความรักอันยิ่งใหญ่แบบนี้ให้ใครสักคนบ้าง

COMMENTS ARE OFF THIS POST