READING

สอนลูกเรื่องสงคราม : ชวนลูกคุยเรื่องสงครามแบบไม่สร...

สอนลูกเรื่องสงคราม : ชวนลูกคุยเรื่องสงครามแบบไม่สร้างความเกลียดชัง

สอนลูกเรื่องสงคราม

สงครามและผลกระทบที่ตามมา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครบนโลกอยากให้เกิด ภาพข่าวและเรื่องราวของสงครามมักเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสูญเสีย ที่อาจกลายเป็นบาดแผลในจิตใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม

ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ที่แม้จะได้ยินหรือเห็นภาพข่าวเพียงผิวเผิน ก็ทำให้เกิดความสงสัย หวาดกลัว และรู้สึกไม่มั่นคงทางใจได้พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญที่จะ สอนลูกเรื่องสงคราม และถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นด้วยถ้อยคำและท่าทีที่เหมาะสม เพราะการพูดคุยเรื่องรุนแรงกลับเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและพูดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ลูกได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม และพอดี โดยไม่ทำให้การอธิบายและพูดคุยนั้นกลายเป็นการปลูกฝังความเกลียดชังหรือความหวาดกลัวในใจลูกมากขึ้น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเมื่อจำเป็นต้อง สอนลูกเรื่องสงคราม ก็คือการใช้ถ้อยคำที่เป็นกลาง ไม่ใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวตัดสิน ให้ความสำคัญกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์  และสามารถใช้โอกาสนี้ปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้เรื่องสันติภาพ หลักมนุษยชน การให้อภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพื่อปูทางให้ลูกเติบโตเป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น เข้าใจสังคม และพร้อมที่จะทำความเข้าใจโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนมากขึ้น

แม้สงครามจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าพูดถึง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเตรียมพร้อมและหาวิธีการพูดคุยกับลูกเรื่องสงครามและผลกระทบหลังสงคราม เพื่อให้ลูกได้รับข้อมูลที่ไม่ยั่วยุ ปลุกปั่น และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในใจลูก

1. ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช้คำพูดที่ตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

War_web_1

สงครามเป็นเรื่องซับซ้อน ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอก็มีหลายด้าน ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่จะเป็นคนเล่าเรื่องสงครามให้ลูกฟัง ก็ควรเล่าด้วยข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน  ระมัดระวังคำพูดที่ใช้อารมณ์ หยาบคาย หรือเหมารวมหรือตัดสินว่าฝ่ายใดฝ่ายเป็นหนึ่งเป็นผู้ร้ายมากเกินไป เพราะจะกลายเป็นการปลูกฝังความโกรธเกลียดเข้าไปในใจลูก

สิ่งที่ควรบอกให้ลูกเข้าใจก็คือ ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นและจบลงอย่างไร ย่อมมีการสูญเสียเกิดขึ้นกับครอบครัวของใครบางคนเสมอ เพราะการเล่าที่เน้นข้อเท็จจริงและผลกระทบ จะช่วยให้ลูกเข้าใจสถานการณ์ในมุมกว้างและเรียนรู้ผลเสียของสงครามมากกว่าความรู้สึกเจ็บแค้นและเกลียดชังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

2. เน้นความเป็นมนุษย์และความรู้สึกของทุกฝ่าย

War_web_2

ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นที่ไหน ก็ล้วนส่งผลกระทบกับผู้คนจำนวนมาก คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถพูดถึงสงครามได้โดยการใช้มุมมองของเพื่อนมนุษย์ที่ย่อมมีความหวาดกลัว และไม่ต้องให้เกิดความสูญเสียกับครอบครัว คนที่รัก หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของตัวเอง แม้แต่ทหารที่ต้องสู้รบตามหน้าที่ของตัวเอง ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกยินดีกับการเกิดสงครามแต่อย่างใด

การพูดให้ลูกเข้าอกเข้าใจความเป็นมนุษย์ของทุกคน จะช่วยลดความรู้สึกแบ่งแยกและเสริมสร้าง Empathy เข้ามาทดแทนความเกลียดชังในใจลูก

3. เปิดโอกาสให้ลูกได้ถามและแสดงความรู้สึกของตัวเอง

War_web_3

เมื่อต้องรับรู้หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ ย่อมต้องเกิดความรู้สึกและอารมณ์ที่หลากหลาย แม้คุณพ่อคุณแม่จะไม่ต้องการให้ลูกรู้สึกเกลียดชังหรือหวาดกลัว ก็ต้องยอมรับว่า เด็กๆ มีสิทธิ์ที่จะคิด รู้สึก และตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้มาในแบบของตัวเอง

สิ่งที่คุณพ่อคุณควรทำก็คือเปิดโอกาสและตั้งใจรับฟังสิ่งที่ลูกพูดและระบายความรู้สึกออกมาโดยไม่ตัดสิน เพราะการเปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงความรู้สึก จะช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจตัวเอง รู้ทันอารมณ์ตัวเอง และคุณพ่อคุณแม่ก็มีโอกาสปรับแนวทางในการพูดคุยครั้งต่อไปอีกด้วย

นอกจากนี้ หากลูกมีคำถาม คุณพ่อคุณแม่ก็ควรตอบคำถามให้เหมาะสมกับความเข้าใจในช่วงวัยของลูกด้วยนะคะ

4. ใช้โอกาสนี้สอนค่านิยมที่ดี

War_web_4

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้โอกาสนี้สอนค่านิยมทีดี เช่น ความเมตตา ความอดทน ความเข้าใจผู้อื่น และการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมโดยไม่ใช้ความรุนแรง ให้กับลูก เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น “เราจะไม่ตอบโต้คนอื่นด้วยความรุนแรง แต่จะพยายามพูดคุยด้วยเหตุผลก่อนเสมอ”

5. ใช้สื่อและเรื่องเล่าที่เหมาะสมกับวัยของลูก

War_web_5

การนำเสนอเรื่องสงครามจากสื่อย่อมต้องมีภาพเหตุการณ์ที่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกและกลั่นกรองสื่อที่เหมาะสมต่อการรับรู้ของลูก เพื่อช่วยให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องราวในระดับที่เหมาะสม

และนอกจากให้ลูกได้รับข่าวสารจากสื่อทั่วไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้หนังสือ นิทาน หรือการ์ตูนที่สามารถเล่าเรื่องสงครามในมุมที่แตกต่างและลูกสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น นิทานที่เน้นเรื่องความกล้าหาญ ความสามัคคี หรือการช่วยเหลือกันหลังสงคราม เพื่อช่วยลดอารมณ์และความรุนแรงจากการรับรู้ข่าวสงครามมากเกินไปอีกด้วย

อ้างอิง
littleotterhealth
drleesha

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST