ข้อมูลจากผลสำรวจเยาวชนไทย ปี 2568 โดย สสส. และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,139 คนทั่วประเทศ สะท้อนภาพที่น่าเป็นห่วงว่า เด็กและเยาวชนไทย 29 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว 14 เปอร์เซ็นต์ เผชิญความเครียดบ่อย และที่น่าตกใจคือ เด็กและเยาวชน 7 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 9 ล้านคนไม่พึงพอใจในชีวิตตัวเอง โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากการขาดความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันภายในครอบครัว
นอกจากนี้ รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวยังพบอีกว่า เด็กไทยที่เครียดเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 43.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2566 เป็น 56.1 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่า แม้หลายบ้านจะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า แต่ในความใกล้ชิดนั้นอาจทำให้ ลูกไม่มีความสุข และกำลังรู้สึกห่างไกลทางความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ
สัญญาณอะไรบ้างที่กำลังบอกว่า ลูกไม่มีความสุข หรือมีความทุกข์อยู่เงียบๆ โดยที่พ่อแม่อย่างเราอาจไม่ทันสังเกตหรือมองข้ามไป ลองมาเช็กไปด้วยกันนะคะ
1. ลูกเริ่มเก็บตัวมากขึ้น

เมื่อเด็กโตขึ้น การต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นถือเป็นพัฒนาการตามปกติของช่วงวัย แต่ถ้าลูกเริ่มเงียบขรึมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับครอบครัว ใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น หรือค่อยๆ ตัดตัวเองออกจากบทสนทนาของคนในบ้าน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลูกมีความไม่สบายใจบางอย่างเกิดขึ้น
เด็กที่กำลังเผชิญความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจตัวเอง อาจเลือกใช้การตีตัวออกห่างจากคนรอบตัวเพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเอง โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประสบการณ์ พูดหรือบอกอะไรอย่างตรงไปตรงมาแล้วกลับได้รับการตัดสิน เปรียบเทียบ หรือถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ ก็จะยิ่งสร้างกำแพงแห่งความสัมพันธ์ไว้ปกป้องตัวเองมากขึ้น
2. ลูกอารมณ์เสียบ่อย หงุดหงิดง่าย กับเรื่องเล็กๆ

ผู้ใหญ่หลายคนมักคิดว่า เด็กที่กำลังไม่มีความสุขจะต้องดูเศร้าหรือร้องไห้บ่อย แต่ในความเป็นจริง แต่เด็กจำนวนไม่น้อยกลับแสดงความเครียดออกมาผ่านอารมณ์ที่ดูผิดปกติมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอาการหงุดหงิด โมโหเร็ว พูดแรง หรืออารมณ์อ่อนไหวกับเรื่องเล็กน้อยมากกว่าที่ควรเป็น
พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นเหมือนสัญญาณที่กำลังบอกว่าลูกกำลังมีบางอย่างที่จัดการไม่ไหว เพราะเด็กหลายคนยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกซับซ้อนของตัวเองออกมาเป็นคำพูดได้ชัดเจน โดยเฉพาะความรู้สึกอย่างความกดดัน ความน้อยใจ ความเครียด หรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกเข้าใจ เด็กจึงมักใช้พฤติกรรมเป็นภาษากายเพื่อสื่อสารออกมาแทน
3. ลูกไม่ค่อยเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

จากที่ลูกเคยเล่าเรื่องโรงเรียน เพื่อน หรือเรื่องราวระหว่างวันให้คุณพ่อคุณแม่ฟังตลอด วันหนึ่งกลายเป็นลูกเงียบขรึม เหลือแค่คำตอบสั้นๆ จนหลายครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็เริ่มรู้สึกว่า ลูกโตขึ้นและไม่ค่อยเปิดใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ความจริงแล้ว บางครั้งการที่ลูกเริ่มเงียบลงไม่ได้แปลว่าลูกไม่อยากคุยกับครอบครัวเสมอไป เพียงแต่เด็กบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าอธิบายความรู้สึกของตัวเองยาก หรือเวลาพยายามเล่าอะไร สุดท้ายบทสนทนามักกลายเป็นการสอน การเตือน หรือการเปรียบเทียบ มากกว่าการได้ระบายอย่างสบายใจ
4. ติดมือถือหรืออยู่กับโลกออนไลน์ตลอดเวลา

หลายครั้งสิ่งที่เด็กกำลังตามหาในโลกออนไลน์ อาจไม่ใช่แค่ความสนุกอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกว่ายังมีใครสักคนเชื่อมโยงกับตัวเองอยู่ เพราะเวลาที่ลูกรู้สึกเหงา รู้สึกไม่ค่อยมีคนเข้าใจ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพื้นที่มากพอในบ้าน โลกออนไลน์มักกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ลูกรู้สึกได้รับความสนใจ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ายังมีใครสักคนรับฟังตัวเองอยู่
และแน่นอนว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่เล่นมือถือเยอะจะกำลังไม่มีความสุข เพราะโลกออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กยุคนี้ แต่ถ้าวันหนึ่งลูกเริ่มใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น พร้อมกับค่อยๆ ห่างจากครอบครัว ไม่ค่อยพูดคุย หรือไม่ค่อยอยากใช้เวลาร่วมกับคนในบ้าน ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ควรลองหันกลับมาสังเกตความรู้สึกของลูกมากขึ้นเช่นกัน
5. ลูกยิ้มได้ ใช้ชีวิตปกติ แต่…

สัญญาณที่สำคัญและน่ากลัวที่สุดก็คือสัญญาณที่ไม่มีใครดูออก หากไม่ได้ตั้งใจมองหรือสังเกตอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะแสดงออกถึงความทุกข์ภายในจิตใจออกมาเป็นท่าทางเงียบขรึม ซึมเศร้า หรือก้าวร้าวมากขึ้น กลับกันเด็กบางคนเลือกเก็บความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกไม่สบายใจเอาไว้และแสดงออกเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะร่าเริง เพื่อปกปิด เพราะไม่อยากมีปัญหาหรือทำให้คุณพ่อคุณไม่สบายใจตามไปด้วย
สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือเด็กที่ภายนอกดูเข้มแข็ง ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องกังวลในใจ แต่อาจเป็นเพราะลูกเริ่มชินกับการจัดการความรู้สึกคนเดียว จนค่อยๆ รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ข้างในโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
เมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ สิ่งสำคัญ อาจไม่ใช่การคาดคั้นหาคำตอบจากลูก แต่เริ่มจากการทำให้ลูกรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ลูกพร้อมคุณพ่อคุณแม่ก็พร้อมที่จะรับฟังและเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับลูกเสมอ

COMMENTS ARE OFF THIS POST