ในเมืองเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาอย่างอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีห้องสมุดแห่งหนึ่งที่ไม่ได้มีไว้แค่เก็บหนังสือ แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักใจ เป็นที่เรียนรู้ และเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสสำหรับเด็กจำนวนมาก ‘ห้องสมุดรังไหม’ ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายใหญ่ หรือโครงการระดับประเทศ หากแต่เริ่มต้นจากความเชื่อที่เรียบง่ายของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มองว่าหนังสือคือสะพานเชื่อมผู้คนกับโลกใบกว้าง
โยชิมิ โฮริอุจิ (Yoshimi Horiuchi) หญิงสาวชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ ห้องสมุดรังไหม และ มูลนิธิหนอนหนังสือ (Bookworm Foundation) เธอคือคนที่เลือกเดินออกจากศูนย์กลางความสะดวกสบายของเมืองใหญ่ เพื่อมาปักหลักทำงานด้านการส่งเสริมการอ่านในพื้นที่ชนบท เพื่อปูพื้นฐานการเรียนรู้ให้เด็กๆ ก่อนก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย
ประสบการณ์สิบกว่าปีของการทำงานเคียงข้างเด็ก ครอบครัว และชุมชนชาติพันธุ์ จากมุมมองของคนทำงานที่ไม่ได้มองเด็กดอยว่าเป็นเด็กด้อยโอกาส หากแต่มองเห็นศักยภาพ ความงดงาม และเงื่อนไขเฉพาะที่สังคมควรเข้าใจให้ลึกกว่านั้น ผ่านเรื่องเล่าของโยชิมิ เราอาจได้เห็นบทบาทของหนังสือ ห้องสมุด และการปูพื้นฐานชีวิตในมุมที่ต่างออกไป…

ชีวิตของคุณโยชิมิที่ญี่ปุ่น เป็นอย่างไรบ้าง
โยเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่จังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นลูกสาวคนที่สองของบ้าน ตั้งแต่เกิดมาก็มีความบกพร่องทางการมองเห็น ตอนเด็กๆ ยังพอมองเห็นสีและแสงได้เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเกือบบอดสนิท ครอบครัวพยายามรักษาเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำให้กลับมามองเห็นได้ โยเลยใช้ชีวิตแบบคนที่มองไม่เห็นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งสำหรับตัวโยเอง มันคือชีวิตปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ามีความท้าทายอะไรเป็นพิเศษ
ช่วงวัยอนุบาล โยเรียนโรงเรียนปกติในหมู่บ้าน แต่ในสมัยนั้น ญี่ปุ่นยังไม่มีแนวคิดเรื่องโรงเรียนร่วม หรือ Inclusive Education ทางเลือกเดียวของเด็กตาบอดก็คือโรงเรียนเฉพาะทาง โยจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดประจำจังหวัด
แม้โยจะมองว่าตัวเองเป็นเด็กธรรมดา แต่สำหรับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย รวมถึงคนรอบตัว โยคือ ‘เด็กพิเศษ’ ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ทุกคนตั้งใจดูแลดีมาก แต่ในชีวิตประจำวันก็มีหลายอย่างที่เขาไม่ค่อยให้โยทำ โดยเฉพาะงานบ้าน เพราะครอบครัวทำเกษตร ไม่มีเวลามานั่งดูเด็กนานๆ อีกทั้งก็กลัวอันตราย เช่น การใช้มีด หรือการเสิร์ฟน้ำชาให้แขก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นปมใหญ่ แต่เป็นความรู้สึกสะกิดใจเล็กๆ มาตลอด ว่าทำไมเราเรียนหนังสือได้ แต่ทำเรื่องเล็กๆ แบบนี้ไม่ได้ เราเป็นภาระของบ้านอย่างเดียวหรือเปล่า ความรู้สึกแบบนี้อยู่กับโยมาตลอดช่วงวัยเด็ก
พอเข้ามัธยมต้น โยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ จากที่ชอบภาษาอยู่แล้ว ก็พบว่าภาษาอังกฤษทำให้โลกของโยกว้างขึ้น จากคนที่คุยอะไรไม่ค่อยได้ กลายเป็นคนที่สื่อสารกับคนอื่นได้ มีคนชมว่าพูดเก่งจัง ก็เริ่มมีกำลังใจ และเห็นว่าภาษาเป็นสิ่งสำคัญมาก
ตอนนั้นเคยคิดว่าอาจจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เพราะทุกคนรอบตัวเชียร์ให้เป็นครู ซึ่งในมุมมองของครอบครัว ครูคืออาชีพที่มั่นคง พ่อแม่มักพูดเสมอว่า เด็กตาบอดต้องพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ต้องมีอาชีพ มีทักษะเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระใคร โยเลยคิดคร่าวๆ ว่าอาจจะเป็นครูก็ได้ เพราะตัวเองก็ชอบภาษาอังกฤษอยู่แล้ว
ตอนอายุ 15 ปี โยตัดสินใจย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งชาติที่โตเกียว เพราะโรงเรียนเดิมที่บ้านมีนักเรียนเพียงคนเดียว โยอยากมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน โรงเรียนที่โตเกียวเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนและรุ่นพี่หลากหลายคน ที่นั่น โยได้เห็นตัวอย่างชีวิตของคนตาบอดที่เลือกเส้นทางต่างๆ มากกว่าที่เคยคิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานบริษัททั่วไป ทำงานด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่งานที่เกี่ยวข้องกับอวกาศของญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้โยเริ่มคิดว่า จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเป็นครูอย่างเดียวก็ได้
ช่วงนั้นโยเริ่มสนใจการไปอเมริกา ไม่ได้เพราะหลงใหลประเทศอเมริกาเป็นพิเศษ แต่เพราะอยากพัฒนาภาษาอังกฤษ เห็นรุ่นพี่ที่กลับมาพูดคล่องขึ้นมาก ก็อยากไปบ้าง
ในช่วงมัธยมปลาย ความสนใจด้านการพัฒนาสังคมระหว่างประเทศเริ่มชัดขึ้น โยอ่านหนังสือ เข้าร่วมอบรม และค่ายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆ พยายามหากลุ่มเพื่อนที่สนใจเรื่องเดียวกัน และพูดคุยกับครูหลายคน ความสนใจนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
พอได้มีโอกาสไปอเมริกา ก็ได้สัมผัสกับสังคมที่หลากหลายอย่างแท้จริง ที่ญี่ปุ่น โยไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนกลุ่มน้อย เพราะเติบโตมาในโรงเรียนสอนคนตาบอด ซึ่งไม่มีอุปสรรคจากความพิการ อีกทั้งสังคมญี่ปุ่นในสมัยนั้นสังคมเป็นชนชั้นกลางเป็นหลัก ความเหลื่อมล้ำไม่ปรากฏชัด แต่ที่อเมริกา โยได้เห็นความแตกต่างชัดเจน ทั้งคนรวย คนจน เด็กที่เติบโตในครอบครัวอุปถัมภ์ เด็กที่เคยถูกทำร้าย ผู้ลี้ภัย ปัญหาสังคมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลต่อชีวิตผู้คนจริงๆ
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น โยได้รู้จักเพื่อนคนไทยหลายคน แล้วพบว่าประเทศไทยก็ไม่ได้ต่างจากญี่ปุ่นเลย บางเรื่องยังดูพร้อมกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ วัฒนธรรมหลายอย่างคล้ายกัน เช่น การเรียกกันว่า พี่ น้อง ลุง ป้า การแบ่งปันอาหาร และยังได้ฟังภาษาไทยที่ไพเราะเหมือนเพลง ทำให้เริ่มสนใจทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทยอย่างจริงจัง
หลังกลับจากอเมริกา ตอนอยู่ ม. 6 โยตั้งใจอยากเรียนภาษาไทย และอยากรู้จักสังคมไทยมากขึ้น พอเข้ามหาวิทยาลัย เงื่อนไขสำคัญในการเลือกคือ ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่เด่นด้านการพัฒนาสังคมระหว่างประเทศ และต้องมีโอกาสมาเมืองไทย โยจึงเลือกเรียนที่ International Christian University และได้สมัครเข้าค่ายพัฒนาชุมชนที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยพายัพ เดือนมีนาคม ปี 2547 นี่คือครั้งแรกที่โยได้มาเมืองไทย การมาเมืองไทยครั้งนั้นเพียงสองสัปดาห์ แต่เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมาก และทำให้โยตกหลุมรักประเทศนี้

“พ่อแม่มักพูดว่า เด็กตาบอดมีอาวุธแค่สมอง ต้องใช้ให้มากกว่าเพื่อน เพื่อนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องเรียนสองร้อยสามร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะเท่ากัน”
จากที่ฟังเหมือนครอบครัวก็สนับสนุนเรื่องการศึกษาเต็มที่
ใช่เลยค่ะ เรื่องเรียนครอบครัวสนับสนุนเต็มที่มาก พ่อแม่มักพูดว่า เด็กตาบอดมีอาวุธแค่สมอง ต้องใช้ให้มากกว่าเพื่อน เพื่อนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องเรียนสองร้อยสามร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะเท่ากัน คำพูดแบบนี้ถูกปลูกฝังมาตลอด โยถนัดวิชาสังคมและภาษาอังกฤษมากกว่าวิทย์คณิต การเรียนจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชีวิต แต่ลึกๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่าไม่อยากเป็นภาระ อยากช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นรากของความสนใจด้านการพัฒนาสังคม
ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย โยเดินทางมาไทยหลายครั้ง เก็บเงินจากงานพาร์ตไทม์แล้วมาเอง พอปีสามก็ได้มาแลกเปลี่ยนหนึ่งปีเต็มที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยาวหนึ่งปี
แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ได้ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะเป็นหลักสูตรอินเตอร์ฯ เจอแต่คนฐานะดี โยสนใจสังคมชายขอบมากกว่า เลยรู้สึกไม่ค่อยมีพื้นที่ของตัวเอง แต่โยก็มีโอกาสได้ทำงานอาสาสมัครกับ NGO หลายแห่ง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ทำให้ได้เห็นสังคมหลากหลาย ตั้งแต่การประชุมระดับนานาชาติ ไปจนถึงบ้านของคนพิการที่ลำบากมากในต่างจังหวัด
หนึ่งปีที่ธรรมศาสตร์ทำให้โยได้สร้างเครือข่าย และรู้จักผู้คนที่ยังติดต่อกันมาจนถึงวันนี้ ทั้งในญี่ปุ่นและไทย ตอนใกล้เรียนจบ โยตั้งใจอยากทำงานด้านสังคมในประเทศไทย แต่พอดีคุณพ่อป่วย จึงต้องกลับญี่ปุ่นไปทำงานก่อน ทำงานบริษัทในโตเกียวภายใต้โควตาคนพิการ ซึ่งทำให้โยรู้สึกอึดอัด เพราะงานไม่ตรงกับศักยภาพ และบริษัทเองก็ไม่รู้จะใช้งานเราอย่างไร
ต่อมา โยมีโอกาสเข้าอบรมผู้นำเยาวชนตาบอดที่กรุงเทพฯ และได้รู้จักผู้ก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาผู้นำ NGO ที่อินเดีย เขาชวนโยไปเรียนที่นั่น ทำให้โยเริ่มทบทวนตัวเองว่า จะทำอะไรกับการพัฒนาสังคมดี
สุดท้ายโยนึกถึง ‘หนังสือ’ เพราะเราเติบโตมากับการที่ผู้ใหญ่ในบ้านอ่านหนังสือให้ฟังมาตั้งแต่เด็ก โยรักวรรณกรรม และเห็นว่าหนังสือคือสะพานที่เชื่อมโลกให้คนตาบอดอย่างโยมาได้ตลอดชีวิต เมื่อมาอยู่เมืองไทย ก็เห็นว่าเด็กจำนวนมากไม่มีหนังสือ ไม่มีใครอ่านให้ฟัง อีกทั้งตัวโยเองก็เข้าถึงหนังสือทั่วไปไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ความคิดเรื่องการสร้างสะพานให้คนเข้าถึงหนังสือจึงชัดขึ้น
เหตุการณ์หนึ่งที่ฝังใจคือ การไปเยี่ยมบ้านเด็กกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่นอนอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ได้ไปโรงเรียน คำตอบเดียวของเขาคือดูทีวี เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ โยรู้สึกว่าสังคมกำลังพลาดศักยภาพของเด็กคนหนึ่ง และถ้าจะทำอะไรสักอย่าง มันต้องไปถึงบ้านเขา ความคิดเรื่อง ‘เคลื่อนที่’ จึงเกิดขึ้น
โยจึงวางแนวคิดห้องสมุดสำหรับทุกคน ที่ไม่รอให้คนมา แต่ไปหาคนเอง โมเดลห้องสมุดเคลื่อนที่เริ่มชัดเจนในปี 2552 และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘คาราวานหนอนหนังสือ’ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ของมูลนิธิหนอนหนังสือ ที่เริ่มต้นจริงจังหลังโยกลับจากอินเดีย ปลายปี 2552 และย้ายมาอยู่ประเทศไทยในปี 2553

“เมื่อมาอยู่เมืองไทย ก็เห็นว่าเด็กจำนวนมากไม่มีหนังสือ ไม่มีใครอ่านให้ฟัง อีกทั้งตัวโยเองก็เข้าถึงหนังสือทั่วไปไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ความคิดเรื่องการสร้างสะพานให้คนเข้าถึงหนังสือจึงชัดขึ้น”

ทำไมจุดเริ่มต้นของการทำงานถึงมาอยู่ที่เชียงใหม่
จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของความบังเอิญค่ะ ไม่ได้ตั้งใจว่าต้องเป็นเชียงใหม่ตั้งแต่แรก ช่วงเริ่มต้นเราทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะรู้จักผู้คนที่นั่นจากตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ มีเพื่อน มีเครือข่าย ทำให้การประสานงานค่อนข้างสะดวก เวลามีคนติดต่ออยากบริจาคหนังสือ เราก็สามารถเดินทางไปรับเองได้ง่าย
แต่ในช่วงนั้นเรายังไม่ได้ทำงานแบบถาวร เพราะไม่มีงบประมาณพอจะจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ ทำงานกันในรูปแบบกลุ่มอาสาสมัคร กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นวันเสาร์–อาทิตย์ เช่น ไปบ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด ไปจัดกิจกรรมที่สวนรถไฟ หรือเอาหนังสือใส่รถเพื่อนแล้วไปตั้งห้องสมุดเคลื่อนที่เป็นครั้งคราว แต่มันยังไม่ใช่งานที่ต่อเนื่อง
ทำไปทำมาก็เริ่มรู้สึกว่ากรุงเทพฯ อาจไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะที่สุด เพราะที่กรุงเทพฯ มีกิจกรรมอาสาสมัครเยอะมาก มหาวิทยาลัยก็เยอะ คนที่อยากทำงานอาสาก็เยอะ โรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ก็มีอาสาสมัครต่อคิวยาวอยู่แล้ว บางที่ที่เราติดต่อไป เขาบอกว่าคิวเต็มไปอีก 3–4 เดือน เราก็เริ่มถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เราทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อคนอื่นกันแน่
ในขณะเดียวกัน งานด้านสังคมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนแออัด ก็มีมูลนิธิที่เข้มแข็งทำงานอยู่แล้ว เราเลยเริ่มคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราน่าจะไปต่างจังหวัดดีกว่า แต่ด้วยความที่เราเป็นคนญี่ปุ่น ไม่มีบ้านต่างจังหวัด ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหน
ช่วงนั้นเองก็มีผู้ก่อตั้งมูลนิธิอุ่นใจที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อมาหาเรา ผ่านอาจารย์สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นของโย เขาบอกว่าได้ยินว่าโยสนใจทำงานส่งเสริมการรักการอ่าน เมืองพร้าวเป็นเมืองที่ยังไม่ค่อยมีการพัฒนาด้านสังคมมากนัก แต่มีศักยภาพและมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน สนใจมาดูพื้นที่ไหม เราก็คิดว่าไหนๆ ก็ยังไม่มีที่ไปแน่ชัด เชียงใหม่เองเราก็ชอบอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจไปดู
พอไปอำเภอพร้าว ก็ได้รู้จักคนในพื้นที่ มีคนพาไปดูห้องสมุดประชาชน ห้องสมุด กศน. ซึ่งตอนนั้นแทบไม่มีหนังสือเด็กเลย ร้านหนังสือก็ไม่มี จะซื้อหนังสือต้องเข้าเมืองเชียงใหม่ ใช้เวลาขับรถเกือบสองชั่วโมง ตอนนั้นแอปฯ ซื้อของออนไลน์ก็ยังไม่มี เราก็เลยรู้สึกว่าที่นี่แหละน่าจะเหมาะ
อีกอย่างหนึ่งคือมีมูลนิธิอุ่นใจที่คอยช่วยแนะนำเรื่องชุมชน ระบบการทำงาน และการประสานกับคนในพื้นที่ เรามองว่าเขาเป็นเหมือนสะพานเชื่อมเราเข้ากับเมืองพร้าว ก็เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่นั่น
สำหรับโย ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องบ้านเกิด ที่ไหนในชนบทไทยก็คล้ายกัน คือมีการศึกษาพื้นฐาน แต่การส่งเสริมการอ่านนอกระบบแทบไม่มีเลย กิจกรรมอาจมีเป็นครั้งคราว แต่อยู่กันแบบไม่เป็นระบบ จนถึงตอนนี้โยก็ยังรู้สึกว่าระบบส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังในระดับชุมชนยังไม่ค่อยมี แม้จะดีขึ้นกว่าสิบกว่าปีก่อนเพราะมีออนไลน์เข้ามา แต่การปูพื้นฐานการอ่านให้เด็กเล็กก็ยังขาดอยู่มาก

“สำหรับโย ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องบ้านเกิด ที่ไหนในชนบทไทยก็คล้ายกัน คือมีการศึกษาพื้นฐาน แต่การส่งเสริมการอ่านนอกระบบแทบไม่มีเลย กิจกรรมอาจมีเป็นครั้งคราว แต่อยู่กันแบบไม่เป็นระบบ”

แล้วการเดินทางย้ายมาอยู่ที่นี่ ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้นบ้าง
ในแง่ที่ว่าเด็กไทยไม่มีหนังสือให้อ่าน อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ กรุงเทพฯ ก็เป็นเหมือนกันในโรงเรียนที่งบประมาณจำกัด ห้องสมุดมักเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะถูกนึกถึง ห้องสมุดกลายเป็นแค่ที่เก็บของ แต่สิ่งที่ต่างจากกรุงเทพฯ ชัดเจนมากคือสังคมชาติพันธุ์ เราตั้งเป้าหมายตั้งแต่อยู่ที่อินเดียแล้วว่าห้องสมุดของเราจะเป็นห้องสมุดสำหรับทุกคน พอมาเชียงใหม่ เราก็มีโอกาสขึ้นดอย ไปเจอชุมชนชาติพันธุ์ แล้วก็เริ่มตั้งคำถามว่าแค่เอาหนังสือไปมันพอจริงไหม
พอไปถึงก็พบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทย แม้แต่พ่อแม่เองก็อ่านภาษาไทยไม่คล่อง เอาหนังสือภาษาไทยไป เด็กก็อ่านไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็อ่านให้ฟังไม่ได้ เราก็เริ่มรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ ห้องสมุดจะมีประโยชน์จริงหรือเปล่า
แต่เราก็ไม่คิดว่านั่นแปลว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย เราเลยคุยกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ตอนนั้นโยไปในฐานะล่ามอาสาสมัคร แปลไทย–อังกฤษ เลยมีโอกาสถามเขาว่า ถ้าเราอยากทำงานส่งเสริมการอ่านร่วมกับชุมชนจริงๆ ควรเริ่มจากตรงไหน
ก่อนหน้านั้นโยสังเกตว่าเด็กหลายคนอายุ 10–11 ขวบแล้ว แต่ยังอ่านหนังสือภาพได้ลำบาก พอถามก็พบว่าเด็กต้องลงไปเรียนข้างล่างตั้งแต่ ป.1 เพราะไม่มีโรงเรียนในหมู่บ้าน ต้องอยู่หอพัก ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ทั้งที่ภาษาที่ใช้ในบ้านคือภาษาชาติพันธุ์ เด็กจำนวนมากเลยซ้ำชั้น เรียนไม่ทันเพื่อน เกรดต่ำ จากตรงนั้นเลยเกิดความคิดว่า ถ้ามีศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน น่าจะช่วยได้มาก และสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเราเปิดศูนย์การเรียนรู้ในปี 2555 จากนั้นก็เปิดห้องสมุดรังไหมด้วย เพราะตอนแรกคิดว่าแค่ห้องสมุดเคลื่อนที่อาจจะพอแล้ว

แล้วเส้นทางการพัฒนามาสู่มูลนิธิเป็นอย่างไรบ้าง
ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป โครงสร้างหลักเริ่มชัดเจนราวปี 2558 คือมีห้องสมุดรังไหมเป็นฐาน มีห้องสมุดเคลื่อนที่ที่ออกไปตามพื้นที่ และมีศูนย์การเรียนรู้ 2 แห่ง คือบ้านพระอาทิตย์และบ้านอมยิ้ม
ช่วงแรกเราเริ่มจากศูนย์จริงๆ ไม่มีอะไรเลย ปี 2555 มีเจ้าหน้าที่แค่คนเดียว แล้วค่อยๆ เพิ่มตำแหน่งขึ้น ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ 5 คน แบ่งเป็นทีมห้องสมุด 3 คน และทีมศูนย์การเรียนรู้เล็ก 2 คน
ตอนแรกคิดจะจดเป็นสมาคม แต่รู้สึกว่าคนทั่วไปอาจไม่มองว่าเป็นงานพัฒนาสังคม เลยตัดสินใจจดเป็นมูลนิธิ กิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ช่วงแรกไปโรงเรียนปีละ 1–2 ครั้ง แต่พบว่าถ้าไปนานๆ ที การส่งเสริมการอ่านจะไม่เกิดผลจริง ก็เลยเลือกทำงานกับบางพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไปถี่ขึ้น อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุก 1–2 สัปดาห์
ช่วงโควิดก็ลองปรับหลายรูปแบบ ทั้งทำกิจกรรมออนไลน์ ส่งหนังสือถึงมือเด็ก ทำความสะอาดหนังสือทุกครั้งที่เคลื่อนที่ ลองทุกวิธีที่ทำได้ โครงสร้างหลักยังเหมือนเดิม แต่รูปแบบกิจกรรมปรับตามสถานการณ์และศักยภาพของเรา จนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการในปี 2561

แล้วตอนนี้ภารกิจของมูลนิธิหนอนหนังสือมีอะไรบ้าง
ปัจจุบันมูลนิธิแบ่งการทำงานออกเป็น 3 โปรแกรมหลัก โปรแกรมแรกคือ โครงการห้องสมุด เป้าหมายคือทำให้คนรู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก หนังสือไม่ใช่แค่อุปกรณ์การเรียน แต่เป็นเพื่อนคนหนึ่ง เราอยากเปลี่ยนภาพจำที่ว่าหนังสือคือภาระ เพราะถ้าไม่สนุก คนก็จะไม่อ่าน กิจกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดรังไหม คาราวานหนอนหนังสือที่ออกไปหาชุมชนกว่า 100 ครั้งต่อปี หนอนเยี่ยมบ้านสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ หรือมุมหนอนน้อยที่วางหนังสือตามจุดต่างๆ ในอำเภอ ล้วนทำเพื่อให้คนรู้สึกว่าหนังสืออยู่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้เสมอ
โปรแกรมที่สองคือ ศูนย์เด็กเล็ก เป้าหมายคือปูพื้นฐานให้เด็กชนบทสามารถช่วยเหลือตัวเองในระบบการศึกษาไทยได้ เด็กชาติพันธุ์มีอุปสรรคมากกว่า เราเลยอยากให้เขาเริ่มต้นในจุดที่มั่นคงที่สุด โยเองเคยมีประสบการณ์ต้องอยู่หอพักตั้งแต่ ป.1 และรู้ว่ามันไม่ง่าย เด็กเล็กที่ต้องห่างพ่อแม่เร็วเกินไปอาจกระทบจิตใจ เราเลยอยากเตรียมทุกอย่างให้เขาพร้อมที่สุดก่อนก้าวเข้าสู่โรงเรียน
โปรแกรมที่สามคือ ซะป๊ะเรื่องราว ในภาษาคำเมือง ซะป๊ะ แปลว่าหลากหลาย ซึ่งทำงานกับความหลากหลายของสังคม เราหยิบความสวยงามของความแตกต่างมาทำเป็นโครงการ เช่น โครงการเล่มเดียวในโลก ที่เด็ก ป.4 ในหลายโรงเรียนร่วมกันสร้างหนังสือภาพของตัวเอง โดยใช้ภาษาของชุมชนผสมกับภาษาไทย

มีผลตอบรับ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ เป็นอย่างไรบ้าง
ผลตอบรับดีมาก เด็กมีพื้นฐานก่อนเข้าโรงเรียน เด็กซ้ำชั้นแทบไม่มี คุณครูก็บอกว่าเด็กที่จบจากศูนย์ของเราสื่อสารได้ เข้าใจภาษาไทยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ของเด็กชาติพันธุ์ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ปัจจุบันเด็กและพ่อแม่ใช้ภาษาไทยคล่องขึ้นมาก เด็กตั้งใจเรียน แต่สิ่งที่เราสังเกตคือวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะภาษาแม่ ค่อยๆ เลือนหาย
ระบบโรงเรียนไทยใช้ภาษาไทยเป็นหลัก บางโรงเรียนถึงขั้นห้ามใช้ภาษาพื้นบ้าน เด็กบางคนกลับมาพูดภาษาของตัวเองไม่ได้แล้ว เรามองว่าภาษาเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์
โยเองเติบโตมากับภาษาญี่ปุ่นและภาษาถิ่นโคจิ ซึ่งเป็นตัวตนของเราอย่างมาก พอเห็นเด็กชาติพันธุ์สูญเสียภาษาแม่ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ควรเป็นแบบนั้น เลยพยายามใส่กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมและภาษาพื้นบ้านเข้าไปในศูนย์ แม้จะยังไม่มีหลักสูตรเต็มรูปแบบ เพราะสิ่งสำคัญในตอนนี้คือให้เด็กอยู่รอดในระบบการศึกษาไทยให้ได้ก่อน แต่ก็พยายามรักษาภาษาและตัวตนของเขาไว้เท่าที่ทำได้ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนมากในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา

“การช่วยเหลือแบบแจกของปีละครั้งช่วยอะไรไม่ได้ ระบบการศึกษาก็เปลี่ยนตลอด ครูก็เปลี่ยน ผู้นำเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน บางคนบอกให้คนบนดอยลงมาอยู่พื้นราบ แต่วิถีชีวิตของเขาสืบทอดกันมาเป็นร้อยปี มันบังคับกันไม่ได้ เพราะแบบนี้โยถึงมองว่าหนังสือคือสะพานเชื่อมคนกับสังคม”

เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ คุณโยคาดหวังอะไรกับอนาคตของงานที่ทำอยู่บ้าง
อยากให้รัฐฯ เข้ามามีบทบาทมากกว่านี้ เพราะจริงๆ แล้วห้องสมุดไม่ควรเป็นภาระของ NGO อย่างเดียว เราทำงานเพื่อประชาชน ทำงานร่วมกับโรงเรียน กศน. และหน่วยงานรัฐ แต่กลับไม่ได้รับงบสนับสนุนด้านโครงสร้างเลย หลายประเทศมีงบโครงการหนังสือเล่มแรก (Bookstart) จากรัฐฯ แต่ไทยไม่มี ทำให้โครงการไปต่อไม่ได้ ห้องสมุดเอกชนจำนวนมากเริ่มด้วยแพสชั่นแล้วล้ม เพราะรายได้ไม่พอ ทุนที่มีอยู่มักให้ใช้เฉพาะกิจกรรม แต่ไม่ให้ใช้กับค่าบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจของงาน โยชอบเปรียบว่าประเทศไทยมีแต่คนเลี้ยงขนมกับน้ำหวาน แต่ไม่มีใครเลี้ยงข้าวกับน้ำพริก
โยอยากเห็นรัฐ โดยเฉพาะท้องถิ่น หันมามองห้องสมุดชุมชนในฐานะสมบัติของสังคม โรงเรียนอย่างเดียวไม่พอ ห้องสมุดคือกลไกสำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ในขณะเดียวกัน เราก็รอรัฐอย่างเดียวไม่ได้ มูลนิธิต้องพยายามยืนด้วยตัวเอง เราหาเงินบริจาคในไทยมากขึ้น ทำงานร่วมกับเทใจ ขายของ ขายประสบการณ์ เชื่อมคนเมืองกับชุมชนบนดอย โดยไม่เก็บเงินจากผู้ใช้บริการ ศูนย์เด็กเล็กเก็บแค่ค่าขนมเดือนละ 200 บาท เพราะเรามองว่าการศึกษาและการอ่านคือสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน แต่ยอมรับว่ามันยากมาก และต้องพยายามต่อไป

COMMENTS ARE OFF THIS POST