ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่ตั้งขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็ก (ส่วนใหญ่อายุ 2-5 ปี) ก่อนเข้าสู่ระบบโรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษา
ข้อมูลในปี 2564 ระบุว่าประเทศไทยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประมาณ 20,123 แห่ง (ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ส่วนในกรุงเทพมหานคร มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน 50 เขต จำนวน 312 แห่ง (ข้อมูลปี 2567) แต่ด้วยความที่โครงสร้างของเมืองใหญ่ที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ประสบการณ์ของเด็กเล็กในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน หลักสูตรและคุณภาพการสอนก็แตกต่างกัน ทำให้กรุงเทพมหานครต้องกลับมาทบทวนแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ว่าจะทำอย่างไรให้จุดเริ่มต้นของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรุงเทพมหานคร มีคุณภาพใกล้เคียงกันมากขึ้น จึงเกิดความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร องค์การยูนิเซฟ และครูศูนย์เด็กเล็กจากหลายพื้นที่ ร่วมกันพัฒนา ‘แผนการสอนกลาง’ สำหรับศูนย์เด็กเล็กขึ้น เพื่อให้แต่ละศูนย์สามารถนำไปใช้ในการดูแลและพัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ของตัวเองได้
M.O.M มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ คุณโม—ลัพธวรรณ ลีรพงษ์กุล คณะทำงานจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมแผนกลางนี้ถึงสำคัญ และจะช่วยให้เด็กเล็กในกรุงเทพฯ เติบโตอย่างมั่นคงขึ้นได้อย่างไร

“เมื่อเราลงพื้นที่จำนวนมาก สิ่งที่เห็นชัดเจนกว่าตัวเลขใดๆ คือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างศูนย์เด็กเล็กแต่ละแห่งนั้นสูงกว่าที่เราคาดคิดมาก เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากจุดเดียวกันเลย บางศูนย์มีทรัพยากรพร้อม มีสื่อการเรียนรู้ครบ มีครูได้รับการอบรมจากหลายสถาบัน ขณะที่บางศูนย์แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความตั้งใจของครู และพื้นที่จำกัดที่ต้องจัดการกันเองในชีวิตจริง”
ปัจจุบันภาพรวมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร
คุณศานนท์: ระบบการดูแลเด็กปฐมวัยของกรุงเทพมหานครถูกออกแบบอยู่บนหลักการกระจายอำนาจ มาตั้งแต่ต้น นั่นหมายความว่าบริการบางอย่าง โดยเฉพาะการดูแลเด็กเล็กในระดับชุมชน ไม่ได้ให้เมืองเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเหมือนท้องถิ่นอื่นๆ แต่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลกันเองโดยตรง ภายใต้ข้อบัญญัติที่ กทม. วางกรอบไว้
จากแนวคิดนี้ ทำให้วันนี้กรุงเทพฯ มีระบบการจัดการศึกษาปฐมวัยอยู่สองรูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือรูปแบบที่ กทม. เป็นผู้ดูแลโดยตรง ซึ่งก็คือโรงเรียนอนุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 429 โรงเรียน โรงเรียนเหล่านี้อยู่ในระบบการศึกษาปกติ มีครูที่เป็นข้าราชการ ได้รับงบอุดหนุนรายหัวจากรัฐบาล มีงบอาหารกลางวัน อาหารเช้า และมีระบบกำกับดูแลด้านหลักสูตรและคุณภาพค่อนข้างครบถ้วน
อีกรูปแบบหนึ่งคือรูปแบบที่กระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นผู้ดูแล ซึ่งก็คือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์กลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในสังกัดโรงเรียนของ กทม. แต่ตั้งอยู่ในชุมชน เด็กไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล ผู้ปกครองสามารถฝากลูกไว้ใกล้บ้านได้ คล้ายกับการไปฝากบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนบ้าน เป็นระบบที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตจริงของครอบครัวเมืองจำนวนมาก
ในฝั่งที่เป็นการกระจายอำนาจนี้ กทม. จะไม่ได้รับงบอุดหนุนรายหัวจากรัฐบาลเหมือนโรงเรียนอนุบาล แต่ใช้วิธีจัดสรรงบประมาณของกรุงเทพมหานครเองในรูปแบบของงบสนับสนุนทางอ้อม คือสนับสนุนไปที่ชุมชน ให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการต่อ ทั้งในเรื่องผู้ดูแลเด็ก การจัดกิจกรรม และการดูแลเด็กในชีวิตประจำวัน โดยผู้ดูแลเด็กไม่จำเป็นต้องจบวุฒิครู เพราะแนวคิดหลักคือการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
หลักการกระจายอำนาจนี้ ผมมองว่ายังเป็นหลักการที่ควรยึดไว้ เพราะรัฐไม่สามารถดูแลทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่โจทย์สำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้ศูนย์เด็กเล็กที่เป็นของชุมชนมีมาตรฐานที่ดีขึ้น โดยไม่ไปทำลายความยืดหยุ่นของระบบเดิม เนื่องจากศูนย์เด็กเล็กไม่ใช่หน่วยงานของรัฐโดยตรง เราไม่สามารถใช้งบประมาณไปสร้างหรือพัฒนาได้เหมือนโรงเรียน จึงต้องอาศัยการปรับระเบียบและข้อบัญญัติให้เป็นการสนับสนุนทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตั้งแต่เข้ามาทำงาน เราเริ่มจากการปรับระเบียบที่ทำได้ทันที เช่น การเพิ่มค่าอาหารเด็กจากเดิมประมาณ 25 บาท เป็น 32 บาทต่อคนต่อวัน ทำให้เด็กได้รับอาหารและนมที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับงบค่าวัสดุอุปกรณ์ จากเดิมที่เด็กหนึ่งคนได้รับเพียงประมาณ 100 บาทต่อปี ซึ่งแทบไม่พอใช้งาน เราปรับเพิ่มเป็น 600 บาทต่อปี เพื่อให้ศูนย์มีทรัพยากรพื้นฐานมากขึ้น
อีกเรื่องสำคัญคือสถานะของผู้ดูแลเด็ก ซึ่งเดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาสาสมัคร ทำให้หลายคนทำงานมานานเป็นสิบปี แต่รายได้ไม่เคยปรับเพิ่ม เราจึงปรับระเบียบใหม่ให้สามารถพิจารณาค่าตอบแทนจากประสบการณ์ เช่น หากทำงานเกินสองปี สามารถปรับเพิ่มได้ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ และยังคำนึงถึงวุฒิการศึกษาด้วย หากผู้ดูแลไปศึกษาต่อ วุฒิที่สูงขึ้นก็จะมีเพดานค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน การปรับนี้เพิ่งเริ่มใช้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากการปรับระเบียบแล้ว เรายังอยู่ระหว่างผลักดันข้อบัญญัติฉบับใหม่ ที่ยังยืนยันหลักการกระจายอำนาจ แต่ขยายขอบเขตให้ยืดหยุ่นและทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชุมชนแบบเดิม แต่รวมถึงรูปแบบการดูแลเด็กเล็กขนาดเล็กมากๆ เช่น บ้านตายาย หรือพื้นที่เอกชนขนาดเล็ก เพื่อให้เมืองสามารถสนับสนุนได้มากขึ้น และมีคนเข้ามาช่วยดูแลเด็กเล็กเพิ่มขึ้น
เพราะข้อมูลล่าสุดจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษามีจำนวนมากกว่าแสนคน และกลุ่มที่หลุดมากที่สุดคือเด็กเล็กก่อนเข้าสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อให้เราสร้างโรงเรียนเพิ่ม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมด สิ่งที่จำเป็นคือการเปิดให้ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เพื่อพาเด็กกลับเข้าสู่การดูแลตั้งแต่ต้น
ตอนนี้ร่างข้อบัญญัตินี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานคร หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งหลังจากนั้นยังต้องมีกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอนก่อนบังคับใช้จริง แต่ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของทิศทางที่ กทม. กำลังพยายามขยับ เพื่อให้ระบบศูนย์เด็กเล็กของเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น
และเมื่อเราลงพื้นที่จำนวนมาก สิ่งที่เห็นชัดเจนกว่าตัวเลขใดๆ คือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างศูนย์เด็กเล็กแต่ละแห่งนั้นสูงกว่าที่เราคาดคิดมาก เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากจุดเดียวกันเลย บางศูนย์มีทรัพยากรพร้อม มีสื่อการเรียนรู้ครบ มีครูได้รับการอบรมจากหลายสถาบัน ขณะที่บางศูนย์แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความตั้งใจของครู และพื้นที่จำกัดที่ต้องจัดการกันเองในชีวิตจริง
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครทำงานไม่ดี แต่เกิดจากโครงสร้างที่ปล่อยให้หลายองค์กรภายนอกเข้ามาสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กในรูปแบบที่ต่างกัน ซึ่งถึงจะมีเจตนาดี แต่ผลลัพธ์คือศูนย์แต่ละแห่งได้รับแนวทางที่ไม่เหมือนกันเลย บางศูนย์เคยได้รับชุดสื่อจากสถาบันใหญ่ๆ ทำให้มีกรอบการสอนที่ชัดเจนกว่า มีของใช้อุปกรณ์ครบกว่า ขณะที่บางศูนย์ไม่เคยได้รับการสนับสนุนรูปแบบนี้เลย ทำให้ครูต้องใช้ทรัพยากรเท่าที่มี
แต่สิ่งที่ครูสะท้อนเหมือนกันเกือบทุกที่คือไม่รู้ว่ามาตรฐานของกรุงเทพฯ จริงๆ คืออะไร ครูก็ทำดีที่สุดตามความเข้าใจ แต่เมื่อไม่มีหลักกลางให้ยึดถือ ทุกศูนย์ก็ต้องตีความกันเองตามทรัพยากรที่มี ความหลื่อมล้ำจึงยิ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
คุณโม: ต้องบอกเลยว่าครูทุกคนมีความตั้งใจอยากพัฒนา แต่ด้วยภาระงานที่ต้องดูแลเด็กทั้งวัน ทำอาหาร จัดการเอกสาร ประเมินพัฒนาการ ทำความสะอาด และยังต้องรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอีก ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะออกแบบการเรียนรู้ที่ละเอียดตามหลักวิชาการ บางศูนย์มีครูเพียงสองคนดูแลเด็กยี่สิบกว่าคน ครูรู้ว่าต้องทำแผนการสอน แต่ก็แทบไม่มีเวลานั่งเขียน เพราะหน้าที่หลักคือการดูแลความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับหนึ่ง
เมื่อเป็นแบบนี้ คุณภาพการจัดประสบการณ์ของเด็กเล็กจึงขึ้นอยู่กับพลังของครูแต่ละคนมากกว่าระบบที่ควรช่วยสนับสนุน ครูบางคนมีประสบการณ์มากก็ปรับกิจกรรมเก่ง บางคนเป็นครูรุ่นใหม่แต่ไม่มีผู้ช่วย ก็ต้องเรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมกับทำงานจริงในทุกวัน นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราต้องยกระดับระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้คุณภาพของศูนย์ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของครูแต่ละคนเพียงอย่างเดียว

“สำหรับครูหลายคน แผนนี้จะทำให้รู้สึกว่าเขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยก็มีกรอบให้ยึด มีตัวอย่างให้ดู มีคนที่พร้อมตอบคำถาม และมีระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเขาจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำทุกอย่างคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา”
แล้วจุดไหนที่ทำให้ กทม. ตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องมีแผนการสอนกลางสำหรับศูนย์เด็กเล็ก
คุณศานนท์: จุดเริ่มต้นเกิดจากการทำงานร่วมกับ UNICEF ที่ช่วยเรามองปัญหาในภาพรวมจากข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่จากมุมของหน่วยงาน เราได้ลงพื้นที่ร่วมกันและเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า ศูนย์เด็กเล็กกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นศูนย์ขนาดเล็ก ครูน้อย และมีภาระงานสูงมากจนแทบไม่มีโอกาสหรือเวลาจะเขียนแผนการสอนเองอย่างครบถ้วน เราเลยมองว่าควรมีแผนกลางที่พอจะช่วยให้ทุกศูนย์ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความสับสนจากแนวทางที่ต่างกันในอดีต และช่วยลดความเหลื่อมล้ำของพื้นที่ เพราะเมื่อไม่มีกรอบกลาง ศูนย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกก็จะก้าวหน้าไปอีก แต่ศูนย์เล็กที่ไม่มีใครสนับสนุนก็ยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในมุมของนโยบาย เราเห็นว่าการมีแผนการสอนกลางจึงไม่ใช่เรื่องเอกสาร แต่เป็นโครงสร้างใหม่ ที่จะทำให้เมืองมีมาตรฐานเดียวกัน และทำให้เด็กทุกคนในกรุงเทพฯ มีจุดเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
คุณโม: แผนกลางนี้ไม่ใช่คำสั่งจากส่วนกลางที่บังคับให้ทุกศูนย์ต้องทำเหมือนกันเป๊ะๆ แต่เป็นผลลัพธ์จากการร่วมกันของครู อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย และทีมวิชาการของเมือง ทุกฝ่ายช่วยกันออกแบบภาษาที่เข้าใจง่าย กิจกรรมที่ทำได้จริงในห้องเรียนจริง ไม่ใช่แผนที่ใช้ได้แค่บนกระดาษ
สำหรับครูหลายคน แผนนี้จะทำให้รู้สึกว่าเขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยก็มีกรอบให้ยึด มีตัวอย่างให้ดู มีคนที่พร้อมตอบคำถาม และมีระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเขาจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำทุกอย่างคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“สิ่งที่ซาบซึ้งมากคือครูหลายคนบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า “ศูนย์เด็กเล็กได้รับความสำคัญในระดับเมืองจริงๆ” เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีใครลงไปพูดคุยกับศูนย์อย่างจริงจัง ครูจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติที่ต้องรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว”
ในการทดลองใช้แผนกลางกับศูนย์ต้นแบบ 12 แห่ง มีผลลัพธ์หรือข้อค้นพบอะไรที่น่าสนใจบ้าง
คุณศานนท์: เราตั้งใจเลือกศูนย์ต้นแบบที่หลากหลาย ทั้งศูนย์ใหญ่ ศูนย์เล็ก ศูนย์ที่พื้นที่คับแคบ ศูนย์ที่มีผู้ปกครองหลากหลายเชื้อชาติ ไปจนถึงศูนย์ที่มีปัญหาเชิงพื้นที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพรวมจริงว่าการนำแผนกลางไปใช้ในบริบทที่แตกต่างกันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ผลลัพธ์ที่เห็นคือครูได้เรียนรู้วิธีตีความแผนให้เข้ากับบริบทของตัวเอง ไม่ใช่ลอกตามอย่างเดียว แต่คือการค่อยๆ เข้าใจหลักคิด เช่น ทำไมกิจกรรมนี้ต้องทำ ทำไมลำดับของกิจกรรมจึงเป็นแบบนี้ และควรสังเกตพัฒนาการเด็กจากอะไรบ้าง หลายคนบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบใกล้ชิด และได้รับคำแนะนำเชิงลึก ซึ่งปกติไม่เคยมีมาก่อน
คุณโม: สิ่งที่ซาบซึ้งมากคือครูหลายคนบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า “ศูนย์เด็กเล็กได้รับความสำคัญในระดับเมืองจริงๆ” เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีใครลงไปพูดคุยกับศูนย์อย่างจริงจัง ครูจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติที่ต้องรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว พอได้รับพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน ครูก็มีพลังมากขึ้น และอยากพัฒนาศูนย์ของตัวเองให้ดีขึ้นจริงๆ
เมื่อแผนการสอนกลางถูกนำไปใช้จริงทั่วกรุงเทพฯ คาดหวังว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบใดบ้าง
คุณศานนท์: เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำ เด็กทุกศูนย์ควรมีสิทธิ์ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีเท่าๆ กัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าศูนย์นั้นเคยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรใดหรือไม่ การมีแผนกลางจะช่วยให้ครูทุกคนมีต้นแบบ มีกรอบ มีโครงสร้างที่ใช้ได้จริง ช่วยลดภาระเอกสารลง และทำให้ครูสามารถทุ่มเวลาให้กับการทำกิจกรรมกับเด็ก และการสังเกตพัฒนาการที่แท้จริงมากขึ้น
คุณโม: ในภาพของเด็ก แผนกลางจะช่วยให้ประสบการณ์ของเด็กเล็กทั่วกรุงเทพฯ มีคุณภาพใกล้เคียงกันมากขึ้น ครูจะรู้ว่ากิจกรรมไหนเหมาะกับวัยไหน ทำไมถึงต้องจัดแบบนั้น และควรประเมินอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง และพร้อมมากขึ้นก่อนเข้าสู่ระดับอนุบาล

UNICEF มีบทบาทอย่างไรในการพัฒนาแผนกลางชุดนี้
คุณโม: UNICEF มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การเก็บข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ การศึกษาโครงสร้างศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ตลอดจนการช่วยวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำที่สูงมากระหว่างศูนย์ และจำนวนศูนย์เล็กที่มีครูน้อยจนงานหนักเกินไป UNICEF ทำให้เรามองเห็นว่าหากไม่มีแผนกลาง คุณภาพของศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพฯ จะขยับห่างกันเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเด็กเลย
คุณศานนท์: อีกด้านหนึ่งคือมาตรฐานระดับนานาชาติ UNICEF นำประสบการณ์จากหลายประเทศมาช่วยออกแบบว่า แผนแบบไหนที่สอดคล้องกับหลักพัฒนาเด็กเล็กในระดับสากล ทำให้แผนกลางของเรามีความเป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่แผนที่ดีเฉพาะปีนี้ แต่เป็นโครงสร้างที่สนับสนุนเมืองในระยะยาว
ระหว่างผลักดันนโยบายนี้ มีความท้าทายอะไรที่เห็นชัดที่สุด
คุณศานนท์: ความท้าทายแรกคือการรวมความคิดจากหลายฝ่าย เพราะศูนย์เด็กเล็กเคยได้รับแนวทางจากหลายองค์กร แต่ละแห่งมีหลักการของตัวเอง ทำให้ต้องใช้เวลามากเพื่อทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน และร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทุกคนยอมรับได้ อีกส่วนคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบราชการ บางเรื่องรู้ว่าจำเป็น เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือปรับปรุงอาคาร แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะต้องรอความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
มีระบบติดตามอย่างไรว่าแผนกลางจะถูกนำไปใช้จริง และเกิดผลต่อเด็กเล็กจริงหรือไม่
คุณศานนท์: ในแง่ของผลลัพธ์ปลายทาง เรามีระบบประเมินพัฒนาการเด็ก หรือ การประเมินตามแบบ DSPM ซึ่งเป็นเครื่องมือทางวิชาการที่ใช้วัดพัฒนาการเด็กเป็นประจำทุกปี ศูนย์เด็กเล็กต้องเข้ารับการประเมินนี้อยู่แล้ว ดังนั้นในภาพรวม เราจะเห็นได้ชัดว่าเด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนผลลัพธ์ปลายทางได้ค่อนข้างชัด
แต่ในส่วนของระหว่างทาง เราต้องยอมรับตรงๆ ว่าศูนย์เด็กเล็กไม่ได้มีระบบกำกับแบบโรงเรียนในสังกัด กทม. ที่มีศึกษานิเทศคอยติดตาม เราจึงเลือกใช้วิธีการสร้างเครือข่ายแทน โดยพยายามพัฒนาครูแกนนำในพื้นที่ และสามารถช่วยถ่ายทอดต่อให้ศูนย์อื่นๆ ได้
คุณโม: ศูนย์ต้นแบบทั้ง 12 แห่งที่เลือกมา เรากระจายอยู่ใน 6 โซนของกรุงเทพฯ ตั้งใจให้ศูนย์เหล่านี้เป็นเหมือนแม่ไก่ของพื้นที่ ตั้งแต่ต้นเราให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผน จึงเป็นกลุ่มที่เข้าใจเนื้อหาและหลักคิดของแผนดีที่สุด เมื่อแผนถูกเปิดใช้งานจริง บทบาทของศูนย์เหล่านี้คือการช่วยต่อยอด ทำเครือข่าย และเป็นจุดให้ศูนย์อื่นๆ เข้ามาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันในระดับพื้นที่
ในช่วงแรก เราจะเน้นการอบรมเรื่องการนำแผนไปใช้ก่อน เพื่อให้ศูนย์รู้ว่าแผนกลางนี้คืออะไร ใช้อย่างไร และสามารถปรับให้เข้ากับบริบทของตัวเองได้ ไม่ได้เป็นการบังคับให้ทุกศูนย์ต้องใช้เหมือนกันทั้งหมด เพราะต้องยอมรับว่ามีหลายศูนย์ที่เข้มแข็งมากอยู่แล้ว มีแผนการสอนของตัวเองที่ดี มีใบงานและกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งศูนย์กลุ่มนี้ก็สามารถทำงานในแนวทางของตัวเองต่อไปได้
แต่สำหรับศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์ขนาดเล็ก มีครูน้อย และมีข้อจำกัดสูง แผนกลางจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น และตรงนี้เองที่เราหวังว่าศูนย์แม่ไก่ทั้ง 12 แห่งจะช่วยดึงศูนย์เล็กๆ เข้ามาอยู่ในเครือข่าย และค่อยๆ ยกระดับคุณภาพไปพร้อมกัน
คุณศานนท์: อีกกลไกหนึ่งที่เรานำมาใช้คือการจัดประกวดศูนย์เด็กเล็กดีเด่น ซึ่งไม่ใช่แค่การให้รางวัล แต่เป็นโอกาสให้ทีมงานได้ลงพื้นที่จริง ไปดูการจัดการ การดูแลเด็ก และการนำแผนไปใช้ในชีวิตจริง เพราะศูนย์เด็กเล็กไม่มีระบบตรวจแบบโรงเรียน เราจึงใช้วิธีนี้เป็นทั้งการประเมินและการเชิดชูศูนย์ที่ทำได้ดี ให้เป็นตัวอย่างในระบบ
นอกจากนี้ เรายังเชื่อมการทำงานกับโรงเรียนปลายทางด้วย เพราะเด็กจากศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่จะไปต่อในโรงเรียนสังกัด กทม. อยู่แล้ว ตอนนี้เราพยายามทำให้เห็นภาพการส่งต่อชัดเจนขึ้น ว่าศูนย์เด็กเล็กแต่ละแห่งเชื่อมกับโรงเรียนไหน เพื่อให้โรงเรียนเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น บางโรงเรียนอาจเข้ามาเป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้ศูนย์เด็กเล็กตั้งแต่ช่วงก่อนเด็กจะย้ายไปเรียนจริง
แม้จะมีการแข่งขันกันบ้างระหว่างโรงเรียนกับศูนย์เด็กเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนอนุบาลอยู่ใกล้กัน แต่ผมมองว่านี่เป็นการแข่งขันที่ดี เพราะสุดท้ายผู้ปกครองจะเป็นคนตัดสินจากความเชื่อมั่นและคุณภาพจริงของแต่ละแห่ง

“แม้การเปลี่ยนผู้บริหารอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องบ้าง แต่เราหวังว่าเมื่อมีข้อมูลชัดเจนว่าคุณภาพศูนย์เด็กเล็กส่งผลต่อพัฒนาการเด็กจริง ผู้ว่าฯ คนต่อไปจะเห็นความสำคัญและสานต่อ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ศูนย์เด็กเล็ก แต่คืออนาคตของเด็กทั้งเมือง”
ปีหน้าจะครบวาระของผู้ว่าฯ ชัชชาติแล้ว จะส่งผลกระทบต่อโครงการนี้เหล่านี้หรือเปล่า
คุณศานนท์: คำถามนี้มีคนถามเยอะมาก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ เพราะหลายอย่างเพิ่งเริ่มต้นและต้องอาศัยเวลา แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำคือเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายเฉพาะบุคคล แต่เป็นเรื่องโครงสร้างที่เมืองควรเดินต่อ ไม่ว่าจะมีใครเป็นผู้ว่าฯ ก็ตาม
ผมคิดว่าหลายเรื่องตอนนี้ไม่ได้เป็นงานพิเศษหรือโครงการเฉพาะกิจอีกต่อไปแล้ว แต่ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำไปแล้ว อย่างเรื่องการเรียนรู้หรือการทำงานของห้องสมุด จะเห็นว่าข้าราชการประจำของกรุงเทพมหานครมีความเชี่ยวชาญสูง และสามารถทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้ดี กิจกรรมสำหรับเด็กจึงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทบาทของกรุงเทพมหานครในมุมมองของผม ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ลงมือทำทุกอย่างเองทั้งหมด แต่ควรทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ทำอย่างไรให้คนที่ทำเป็น คนที่มีประสบการณ์ และคนที่เก่ง ได้เข้ามาทำงานร่วมกับระบบของเมืองมากขึ้น
ในส่วนของศูนย์เด็กเล็ก แผนการสอนที่เปิดเป็นแบบเปิด แม้เว็บไซต์ในตอนนี้อาจยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยออกไปแล้ว มันก็กลายเป็นทรัพยากรของสาธารณะไปแล้ว เรื่องการติดตามผลในระยะยาวอาจต้องอาศัยนโยบายหรือกลไกเพิ่มเติม แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรยึดติดกับตัวบุคคลหรือผู้บริหาร
สิ่งที่ผมอยากเห็นคือให้เรื่องนี้กลายเป็นกล้ามเนื้อของกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่กล้ามเนื้อของผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หรือทีมบริหารชุดใดชุดหนึ่ง ต่อให้วันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว ถ้าประชาชนยังเห็นคุณค่า ยังเรียกร้อง นักการเมืองที่เข้ามาก็จำเป็นต้องทำต่อ
แม้การเปลี่ยนผู้บริหารอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องบ้าง แต่เราหวังว่าเมื่อมีข้อมูลชัดเจนว่าคุณภาพศูนย์เด็กเล็กส่งผลต่อพัฒนาการเด็กจริง ผู้ว่าฯ คนต่อไปจะเห็นความสำคัญและสานต่อ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ศูนย์เด็กเล็ก แต่คืออนาคตของเด็กทั้งเมือง
คุณโม: ในมุมของเรา สิ่งที่ทำอยู่เหมือนกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ ไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ระยะสั้น แต่เป็นการทำงานกับคนในระบบ โดยเฉพาะข้าราชการประจำ ซึ่งเราเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัด จากเดิมที่หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพว่างานด้านเด็กเล็กหรือพื้นที่การเรียนรู้สามารถเชื่อมโยงกับใครได้บ้าง วันนี้เขาเห็นแล้ว รู้แล้วว่าเรื่องนี้ควรคุยกับใคร คนนี้เคยจัดกิจกรรม คนนี้มีประสบการณ์ เขาจึงสามารถเชิญมาทำงานร่วมกันได้ด้วยตัวเอง ความยั่งยืนในมุมของเราจึงไม่ได้อยู่ที่โครงการ แต่อยู่ที่คนที่ยังอยู่ทำงานต่อในระบบ เพราะคนเหล่านี้คือโครงสร้างถาวรของเมือง
อีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะอยู่ได้ยาว คือการลงทุนด้านกายภาพ เช่น การปรับปรุงสนามเด็กเล่นหรือพื้นที่สำหรับเด็ก งานลักษณะนี้เมื่อทำไปแล้วก็จะคงอยู่ ใช้งานต่อได้ ไม่ได้หายไปตามวาระของผู้บริหาร ปีนี้เราทำงานด้านนี้ไว้หลายพื้นที่ และหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ยังอยู่ต่อไปในระยะยาว
ในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่เองด้วย การมีลูกทำให้มองเห็นปัญหาเกี่ยวกับศูนย์เด็กเล็กในเมืองนี้ชัดขึ้นไหม
คุณศานนท์: เมื่อมีลูกเอง สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือเมืองยังขาดพื้นที่สำหรับเด็กมากกว่าที่คิด ทั้งพื้นที่เล่น พื้นที่เรียนรู้ และการบริการที่ดีและเข้าถึงได้ง่าย พออยู่ในฐานะพ่อแม่ เราเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมศูนย์เด็กเล็กถึงสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่แรกๆ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว และเป็นจุดที่ช่วยสร้างทักษะพื้นฐานของเด็กเล็กจริงๆ
คุณโม: ใช่ค่ะ พอมีลูก เรามองเห็นเลยว่าเราต้องการพื้นที่แบบไหนให้ลูก แต่ในเมืองกลับหายากหรือเข้าถึงไม่ได้ ทำให้เห็นชัดว่าศูนย์เด็กเล็กที่มีมาตรฐาน พื้นที่ปลอดภัย และครูที่ได้รับการสนับสนุน คือสิ่งจำเป็นมากสำหรับกรุงเทพฯ
สุดท้าย อยากเห็นศูนย์เด็กเล็กของกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางไหน
คุณโม: ส่วนตัวอยากเห็นศูนย์เด็กเล็กเป็นพื้นที่ที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจได้จริง เป็นพื้นที่ที่เด็กปลอดภัย ครูมีเครื่องมือ มีทรัพยากร และมีระบบสนับสนุน ไม่ต้องเหนื่อยจนหมดแรงเหมือนทุกวันนี้ ถ้าทำได้ เมืองจะเป็นมิตรมากขึ้น ครอบครัวจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเด็กเล็กในกรุงเทพฯ จะมีรากฐานที่มั่นคงสำหรับชีวิตในอนาคตค่ะ
คุณศานนท์: ผมอยากเห็นศูนย์ทุกแห่งมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่เขตไหนก็ควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่ดีพอ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าโชคดีไปอยู่ศูนย์ที่เคยได้รับการสนับสนุนจากภายนอกเท่านั้น และอยากเห็นระบบที่ช่วยให้ครูทำงานง่ายขึ้น มีผู้ช่วย มีสื่อ มีโครงสร้างที่สนับสนุนให้ครูสามารถทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือการดูแลและสอนเด็ก ไม่ใช่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา

ปัจจุบันแผนการสอนกลางปฐมวัยของ กทม. ได้พัฒนาเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้ทุกคนใช้งานได้ฟรีแบบ Open source แล้ว
แผนการสอนชุดนี้ประกอบด้วย 20 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุม 20 สัปดาห์ของกิจกรรมพัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งถูกออกแบบจากประสบการณ์จริงของครูศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ทำให้ทุกกิจกรรมลงมือทำได้จริง เหมาะกับเด็กเล็กในหลายบริบท และยังสอดคล้องกับมาตรฐานชาติอย่างครบถ้วน คุณพ่อคุณแม่ที่อยากจัดโฮมสกูลก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที ส่วนครูศูนย์เด็กเล็กก็สามารถดาวน์โหลดไปปรับใช้ตามบริบทของศูนย์ตนเองได้อย่างสะดวก
นี่คืออีกก้าวหนึ่งที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และครูมีเครื่องมือที่จับต้องได้มากขึ้น และทำให้เด็กเล็กในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้รับประสบการณ์คุณภาพใกล้เคียงกันทุกพื้นที่
สามารถดาวน์โหลดแผนทั้งหมดได้ที่ learning.bangkok.go.th/ecdplan/index.html

COMMENTS ARE OFF THIS POST