หลายครอบครัวอาจคุ้นเคยกับเรื่องราวของ ‘เจสซี่’ เจ้ากบน้อยสีเขียว หนังสือนิทานที่พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้สิ่งรอบตัว ผ่านเรื่องราวเรียบง่าย การผจญภัยเล็กๆ ในแต่ละวัน และภาพวาดน่ารักๆ จนกลายเป็นหนังสืออีกชุดที่หลายบ้านหยิบมาเปิดอ่านซ้ำอยู่เสมอ
วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณบอย-รัฐกร พรมพิมพ์ปา คุณพ่อของลูกชายวัย 4 ขวบ และผู้สร้างหนังสือนิทานชุด Jessie Frog จากคนที่หลงใหลงานศิลปะ การวาดภาพ และการเล่าเรื่อง คุณบอยใช้เวลาหลายปีทำงานสร้างสรรค์ในหลากหลายบทบาท ก่อนที่วันหนึ่งบทบาทของการเป็นคุณพ่อ จะพาเขาไปค้นพบแรงบันดาลใจบทใหม่ ซึ่งค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับครอบครัว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือนิทานที่หลายคนรู้จักในวันนี้
เบื้องหลังของ Jessie Frog ไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการคิดเรื่องสนุกๆ หรือการวาดภาพสวยๆ แต่ยังเริ่มต้นจากชีวิตธรรมดาของครอบครัวหนึ่ง ที่เก็บความทรงจำระหว่างทาง การเดินทาง และช่วงเวลาเล็กๆ ในแต่ละวัน มาถ่ายทอดเป็นนิทานที่ชวนเด็กๆ ออกไปเรียนรู้โลก พร้อมกับชวนให้ผู้ใหญ่หวนกลับไปมองโลกผ่านสายตาของเด็กอีกครั้ง

ก่อนอื่นอยากชวนแนะนำตัวเองให้ผู้อ่านรู้จักกันสักนิด ว่าก่อนจะมาทำหนังสือเด็ก ทำอะไรมาบ้าง…
ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเรียนก็สนใจเรื่องกราฟิกดีไซน์ ชอบวาดรูป ชอบเล่าเรื่อง หลังเรียนจบผมก็รับงานฟรีแลนซ์ ประกอบกับทำงานประจำมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้เปิดบริษัทร่วมกับภรรยา นำลายเส้นและเรื่องเล่าที่เราชอบมาสร้างเป็นแบรนด์คาแรกเตอร์ และต่อยอดเป็นสินค้าภายใต้คาแรกเตอร์ที่ออกแบบขึ้นเอง
ถ้าให้นิยาม คุณอยากเป็นคุณพ่อแบบไหน
ผมอยากเป็นพ่อที่ได้เติบโตไปพร้อมกับลูก อยากเป็นพ่อที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอ คอยรับฟัง คอยเรียนรู้และโตไปด้วยกัน เพราะความรู้สึกตอนที่เริ่มเป็นพ่อคนใหม่ๆ เราก็ยังมีความสับสนอยู่ แต่พอได้เริ่มต้นจริงๆ รู้สึกว่าการเป็นพ่อคนมันเจ๋งมาก เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเลย รู้สึกไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว
แล้วก็รู้สึกโชคดีมากที่เหมือนได้ตัวตนในวัยเด็กกลับมา ได้มองโลกผ่านสายตาของเด็กๆ เวลาเราทำงานปกติเราอาจจะมีเรื่องให้คิดเยอะ ต้องรีบเร่งทำโน่นทำนี่ แต่พออยู่กับลูก เขาทำให้เราใช้ชีวิตช้าลง ได้ดูต้นไม้ ได้เห็นแมลงก็รู้สึกตื่นเต้น ได้เห็นดวงจันทร์ทั้งที่ฟ้ายังไม่มืด มันเลยทำให้เราฉุกคิดและมองจากมุมมองของเด็ก เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบตัว

แล้วในฐานะพ่อ เป้าหมายสำคัญที่สุดที่อยากมอบให้ลูกคืออะไร
อยากให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง ถ้าเด็กมีครอบครัวที่ดี มีรากฐานที่มั่นคง จะไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรเลย เขาจะมีความกล้าหาญพอที่จะฝันและคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่อยากทำ เพราะเขารู้ว่าพ่อแม่คือหลักยึดที่สำคัญที่สุดของเขา
มีประโยคนึงจากภาพยนตร์เรื่อง Belfast ที่ผมชอบมาก เป็นฉากที่คุณยายในเรื่องพูดว่า “ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไม่ว่าเราจะเดินทางไปไกลแค่ไหน เราก็ยังมีบ้านของเราอยู่เสมอ” ซึ่งผมอยากให้ลูกรู้ว่าตรงนี้คือบ้านของเขา อยากให้ลูกรับรู้ว่าเขาเป็นเด็กที่เติบโตมาในพื้นที่ที่มีแต่ความรัก มีพ่อแม่คอยซัปพอร์ต และมีความรักรอเขาอยู่เสมอไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน คือการทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกเสมอ
นิยามคำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในแบบของคุณ หมายถึงอะไรบ้าง
พื้นที่ปลอดภัยคือการไม่ตัดสิน คอยรับฟัง และเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เราไม่อยากตีกรอบว่าอะไรถูกหรือผิดตั้งแต่แรก แต่อยากให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตจากการตั้งคำถาม
ผมเชื่อว่าพื้นที่ปลอดภัยคือการที่ลูกได้เป็นตัวของตัวเอง ได้คิดอย่างอิสระ และกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินหรือถูกปฏิเสธ เพราะเมื่อเขารู้ว่าพ่อแม่พร้อมรับฟัง เขาก็จะกล้าเปิดใจและพูดคุยกับเรามากขึ้น

แน่นอนว่าการมีเวลาให้ลูกสำคัญมาก โดยเฉพาะการใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ส่วนตัวทำมาตั้งแต่ลูกยังเล็กมาก ตั้งแต่ยังอายุไม่กี่เดือน น่าจะเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 6-7 เดือน เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับหนังสือ ตอนนั้นไม่ได้กังวลว่าเขาจะอ่านออกไหม แค่อยากเอาหนังสือมาวางไว้ที่บ้าน ให้เขาได้ฝึกจับ ได้สัมผัสพื้นผิว พลิกไปพลิกมา
แล้วในชีวิตประจำวัน เราสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกผ่านอะไรได้บ้าง
แน่นอนว่าการมีเวลาให้ลูกสำคัญมาก โดยเฉพาะการใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ส่วนตัวทำมาตั้งแต่ลูกยังเล็กมาก ตั้งแต่ยังอายุไม่กี่เดือน น่าจะเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 6-7 เดือน เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับหนังสือ ตอนนั้นไม่ได้กังวลว่าเขาจะอ่านออกไหม แค่อยากเอาหนังสือมาวางไว้ที่บ้าน ให้เขาได้ฝึกจับ ได้สัมผัสพื้นผิว พลิกไปพลิกมา
พอโตขึ้นมาหน่อย เขาก็เริ่มชอบการอ่านนิทานมาก ทุกวันนี้ก่อนนอนต้องได้อ่านหนังสือทุกคืน ถ้าคืนไหนไม่ได้อ่าน เขาจะนอนไม่หลับ (หัวเราะ)
ในแต่ละวันเราอาจทำงานเหนื่อย ออกไปข้างนอก ไปประชุม หรือไปสังสรรค์ แต่แค่เอาเวลาสัก 15-20 นาทีมานั่งอ่านนิทานด้วยกัน สำหรับผมนี่แหละคือเวลาที่มีคุณภาพ มันอาจไม่ต้องใช้เวลาทั้งวัน แต่เป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ เพราะตอนอ่านนิทานมันสนุก เราได้ตื่นเต้นไปด้วยกัน ได้หัวเราะ ได้กอดกัน ได้เล่นกัน

เสน่ห์ของหนังสือนิทานเด็กคืออะไร
ผมทำงานสายกราฟิกดีไซน์ เวลาเปิดดูหนังสือเด็กผมจะชอบมองดูว่าเขาใช้เทคนิคอะไรในการวาด คิดยังไง ลงสียังไง บางคนวาดแบบฟรีแฮนด์ บางคนเนื้องานมีความละเอียดมาก
เวลาผมไปต่างประเทศผมจะชอบไปหาซื้อหนังสือเด็กกลับมา อย่างล่าสุดเพิ่งไปสเปนมาครับ ไปซื้อหนังสือจากศิลปินท้องถิ่น ลองถามเจ้าของร้านดู ได้เล่มหนึ่งมาจากบาร์เซโลนา งานของเขาไม่ได้ดูเป็นสไตล์สากลจ๋าๆ แต่ออกเป็นสไตล์ท้องถิ่นของเขาเลย ผมแค่อยากรู้ว่านิทานที่นั่นเขาฮิตอะไรกัน อยากให้ลูกได้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้เห็นภาพวาด ได้ฟังเรื่องราวของผู้คนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เนื้อหาบางเล่มมีความน่ากลัวตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจว่าลูกจะชอบไหม เพราะส่วนใหญ่หนังสือที่เราอ่านในไทยมักจะเป็นแนวฟีลกู๊ดน่ารักๆ แต่เจ้าของร้านที่สเปนเขาบอกว่า เล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่เขาชอบมากๆ พอผมเอามาเปิดให้ลูกดูปรากฏว่าลูกชอบมาก เป็นเรื่องตื่นเต้นเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เข้าไปในบ้านที่ดูเหมือนบ้านผีสิง ในนั้นมีโครงกระดูก มีกะโหลก แล้วเขาก็เดินทางไปหาคุณยาย ปรากฏว่าคุณยายก็เป็นแม่มดกำลังต้มน้ำทำอะไรบางอย่างที่ดูน่ากลัว แต่ตอนจบมันหักมุม…
นิทานสไตล์ต่างประเทศเขามีวิธีเล่าอีกแบบที่เราไม่ค่อยมีในไทย แต่เด็กๆ กลับชอบเรื่องตื่นเต้นแบบนี้ การไปต่างประเทศเลยทำให้ผมได้เจอหนังสือที่แปลกใหม่และแตกต่างจากที่เราคุ้นเคยครับ
จริงๆ ผมเริ่มซื้อและสะสมหนังสือเด็กมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว สมัยก่อนในไทยยังไม่ค่อยมีให้เลือกเยอะเหมือนตอนนี้ ผมจะซื้อเก็บไว้ตลอด คิดว่าเสน่ห์ของหนังสือ อาจจะทำให้เราได้เห็นวัฒนธรรมและเรื่องราวของประเทศต่างๆ ผ่านภาพวาด
เวลาเลือกนิทานให้ลูก มีวิธีการเลือกยังไงบ้าง
จริงๆ คิดว่าหนังสือทุกเล่มดีหมด แต่ขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็กและช่วงวัยของเขามากกว่า เราต้องคอยสังเกตว่าช่วงนั้นเขากำลังสนใจเรื่องอะไร อย่างตอนลูกผมยังเล็กๆ เขาสนใจเรื่องรถ ผมก็ซื้อหนังสือเกี่ยวกับรถมาเยอะมาก รถทุกประเภทเลย เพราะเขาอยากเห็นรถแบบที่เขาชอบ พอโตขึ้นมาหน่อย เขาก็เริ่มเปลี่ยนมาสนใจเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ มีช่วงหนึ่งที่เด็กๆ ฮิตเรื่องไดโนเสาร์กัน แต่ลูกผมกลับไม่ได้อินเรื่องไดโนเสาร์ขนาดนั้น แต่เขาดันไปสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแทน เขาสนใจเรื่องที่คนทั่วไปอาจจะมองว่ายาก เช่น เรื่องมนุษย์ (Homo sapiens) ชอบถามว่าทำไมลิงถึงกลายเป็นคนได้ มนุษย์เราเติบโตขึ้นมายังไง ทำไมยุคไดโนเสาร์ถึงสิ้นสุดลง ผมก็คอยเลือกหนังสือและเล่าเรื่องตามความสนใจของเขา อย่างช่วงนี้เขาก็ชอบดูภาพวาดเกี่ยวกับช้าง หรือเวลาไปร้านหนังสือผมก็จะพาเขาไปเลือกพวกร้านที่จัดหมวดหมู่หนังสือตามโซนธรรมชาติ เช่น สัตว์ในแถบอุณหภูมิต่างๆ สัตว์แถบทุ่งหญ้าทันดรา สัตว์ในป่าไทกา และสัตว์อื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับธรรมชาติ
ผมชอบหนังสือเด็กเพราะนอกจากภาพจะสวยแล้ว คนเขียนเขายังเก่งเรื่องการย่อข้อมูลยากๆ ให้เข้าใจง่าย อย่างเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องสารคดีอะไรแบบนี้

แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณพ่ออยากสร้างหนังสือนิทานของตัวเองขึ้นมา
ผมเคยไปอ่านหรือไปฟังจากที่ไหนสักแห่ง จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอาจารย์หรือโรงเรียนไหน เขาสอนเกี่ยวกับการเล่านิทานเด็กว่าเราควรอ่านยังไง จับหนังสือยังไง แล้วก็บอกว่าการเล่านิทานควรเล่าตั้งแต่ชื่อเรื่อง ไปจนถึงชื่อคนแต่ง คนวาด และคนแปล เหมือนเป็นการให้เครดิตคนทำงานด้วย
พอผมเล่าให้ลูกฟังก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าเราได้เล่าเรื่องที่มีชื่อเราเป็นคนแต่งให้ลูกฟังก็คงดี เพราะปกติเราก็ทำงานเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ดีไซน์ มีเรื่องเล่าอยู่แล้ว เพียงแต่กลุ่มลูกค้าของเราเป็นวัยรุ่นหรือคนทำงาน เลยคิดว่าทำไมเราไม่ลองเล่าเรื่องสำหรับเด็กดูบ้าง เพราะมันเป็นงานที่เราชอบมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่แล้ว คิดว่าน่าจะลองทำสักเล่มที่มีชื่อเราบนปกเอาไว้ก็คงจะดี

ที่เลือก ‘กบ’ เป็นตัวเอก เพราะมีช่วงนึงลูกของผมชอบสีเขียวมาก ตอนเด็กๆ สมัยที่เขายังคลานอยู่ ผมเคยเอาตุ๊กตาและของเล่นมาวางเรียงกัน เพราะอยากรู้ว่าเขาจะหยิบอะไรเป็นชิ้นแรก ปรากฏว่าเขาหยิบตุ๊กตากบ
Jessie Frog ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไร
ตอนแรกผมวาดในคอมพิวเตอร์เฉยๆ วาดจนเสร็จแล้วก็ลองพรินต์ด้วยกระดาษรีไซเคิลแล้วเย็บเล่มเองแล้วเอาไปเล่าให้ลูกฟัง พอลูกได้ฟังก็ตื่นเต้น ดีใจ และมีความสุขมาก แล้วก็ขอให้เราอ่านให้บ่อยๆ ผมรู้สึกเลยว่าเรามาถูกทางแล้ว มันต้องทางนี้แล้วแหละ
และที่เลือก ‘กบ’ เป็นตัวเอก เพราะมีช่วงนึงลูกของผมชอบสีเขียวมาก ตอนเด็กๆ สมัยที่เขายังคลานอยู่ ผมเคยเอาตุ๊กตาและของเล่นมาวางเรียงกัน เพราะอยากรู้ว่าเขาจะหยิบอะไรเป็นชิ้นแรก ปรากฏว่าเขาหยิบตุ๊กตากบ เป็นตุ๊กตายางที่เอาไว้เล่นตอนอาบน้ำ เขาชอบตัวนั้นมาก ผมก็เลยเอาตัวกบนี้มาเป็นคาแรกเตอร์หลัก เพราะมันเหมือนเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเขา ส่วนสัตว์ตัวอื่นๆ ก็เป็นสัตว์ที่เด็กๆ ส่วนใหญ่น่าจะชอบ เช่น เป็ด ช้าง หรือยีราฟ ก็เอามาเป็นเพื่อนกันในหนังสือ อย่างตอน เจสซี่เที่ยวซาฟารี ก็วาดมาจากผังซาฟารีเวิลด์จริงๆ เลย เดินเข้ามาก็เจอสัตว์ตัวไหนก่อน ต่อไปจะเจออะไร หลังจากนั้นพอทำแล้วได้รับแรงสนับสนุนและแรงผลักดันจากภรรยาด้วย ภรรยาบอกว่า ทำเลย มันดีนะ ลองพิมพ์ขายจริงๆ ไปเลย ก็เลยลองทำดู
พอหนังสือออกไปถึงผู้อ่านจริงๆ แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีครับ ได้รับกำลังใจเยอะมาก แน่นอนว่าเรื่องรายได้ก็สำคัญ เพราะสุดท้ายการทำหนังสือก็เป็นงานอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นกำไรมากกว่าตัวธุรกิจหนังสือจริงๆ คือฟีดแบ็กจากพ่อแม่และคนอ่านที่ส่งกลับมาว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่า อย่างบางครั้งก็มีคุณพ่อคุณแม่ส่งข้อความมาหา บอกว่าพาลูกไปเที่ยวแล้วพกหนังสือของเราไปด้วย หรือบางทีลูกเจออะไรบางอย่างแล้วก็นึกถึงเรื่องในหนังสือ เหมือนสิ่งที่อยู่ในเรื่องมันออกไปเชื่อมต่อกับชีวิตจริงของเด็กๆ ได้
หรือเล่ม เจสซี่พาไมโก้ไปหาหมอ ก็มีผู้ปกครองบอกว่าเล่มนี้ช่วยให้ลูกไม่กลัวโรงพยาบาล เพราะลำดับเหตุการณ์ในหนังสือเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าไปถึงโรงพยาบาลต้องทำอะไรบ้าง ไปถึงต้องชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน แล้วก็รอเจอหมอ ทำให้เด็กเตรียมตัวและร่วมมือได้ดีขึ้น หลังๆ ก็เริ่มมีคนขอให้ทำเล่มใหม่ๆ เพิ่ม เช่น ไปหาหมอฟัน นั่งรถไฟ หรือขึ้นเครื่องบิน ไปจนถึงตอนนี้ที่กำลังทำอยู่คือเรื่องไปช้อปปิ้ง มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังสือไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเล่ม แต่มันถูกเอาไปใช้จริงในชีวิตของเด็กๆ และครอบครัว ซึ่งสำหรับผม มันเป็นรางวัลที่มีค่ามากกว่าตัวเงิน และเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เราอยากทำงานนี้ต่อไป

แล้วเรื่องราวในแต่ละเล่มมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง
เราเล่าเรื่องไปตามความสนใจของลูกว่าช่วงไหนชอบหรือสนใจเรื่องอะไร หรือบางอย่างก็มาจากประสบการณ์ตรงของเราเองด้วย เช่นผมเติบโตมาจากจังหวัดลำปาง ตอนเด็กๆ จะชอบออกไปวิ่งเล่นตามทุ่งหญ้าและธรรมชาติ ลูกก็ชอบถามว่า ตอนเด็กๆ ปะป๊าเล่นอะไร ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเราชอบไปเล่นกับเพื่อนท้ายหมู่บ้าน ช่วงเดือนตุลาคมจะมีด้วง เราก็เข้าไปจับด้วงที่ติดอยู่ตามต้นไมยราบ เอามาเล่นกันอย่างสนุก ความทรงจำเหล่านี้ผมอยากเอามาเล่าให้ลูกฟัง ว่าตอนเด็กๆ เราเล่นแบบนี้ เลยนำประสบการณ์ตรงมาใส่ไว้ในหนังสือด้วย
หรือแมลงบางชนิดที่ผมคิดว่าอาจจะไม่มีในหนังสือเล่มไหนทำอย่าง ‘จั๊กจั่นงวงแดง’ ที่อยู่ตามต้นลำไยแถวบ้านตอนเด็กๆ สมัยก่อนที่เราดูหนังสือแมลงต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแมลงมาตรฐานเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ผมอยากเพิ่มความเป็นท้องถิ่นเข้าไป เพราะมันเป็นประสบการณ์จริงของตัวเอง ปัจจุบันกลับบ้านไปก็หาดูยากแล้ว เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ต้นไม้ลดลง ผมเลยอยากเอามาเล่าให้ลูกฟัง
หรือสัตว์บางตัวอย่าง ‘แมงกุ๊ดจี่’ ก็หาอ่านในหนังสือทั่วไปยาก เราก็เพิ่มประสบการณ์และความทรงจำของเราใส่เข้าไปในหนังสือด้วย ช่วงเวลาที่ผมได้อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ผมจะชอบมาก เพราะนอกจากจะอยู่ด้วยกันแล้ว เรายังได้เล่าประสบการณ์ชีวิตตอนเด็กของเราให้เขาฟังด้วย อย่างช่วงนี้เขาอยากรู้เรื่องราวของพ่อแม่ ซึ่งตอนเด็กๆ ผมไม่เคยถามพ่อแม่เลยนะว่าตอนเด็กๆ ท่านเล่นอะไรกัน ก็ดีใจที่ลูกถามเรา มันเจ๋งดีครับ เหมือนได้ดึงโมเมนต์เก่าๆ กลับมาคุยกัน
นอกจากนี้เราก็ยังได้สำรวจและเติบโตไปพร้อมกับลูกด้วย หลายเรื่องที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์หรือเรื่องของมนุษย์ ผมเองก็ได้ความรู้เพิ่มจากการทำหนังสือเด็กนี่แหละครับ เพราะต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่ม แล้วเอามาเล่าให้เขาฟัง มันเหมือนทุกอย่างเชื่อมโยงกันไปหมด และทำให้เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ดึงประสบการณ์ในวัยเด็กของตัวเองออกมาใช้
ในยุคที่ AI ช่วยสร้างนิทานได้ง่ายขึ้น คุณมองบทบาทของ AI กับนิทานเด็กอย่างไรบ้าง
ตอนที่เริ่มทำหนังสือเล่มแรก Jessie Frog ก็สร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมาเองจากความผูกพันที่มีต่อลูก คิดเรื่องเอง วาดเอง เลือกสีเอง ทำทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ด้วยตัวเองทั้งหมด พอตอนนี้มี AI เข้ามา ถามว่ามันช่วยไหม ถ้ามองในมุมของคนที่มีเวลาจำกัด แต่อยากสร้างนิทานของตัวเอง AI ก็เป็นเครื่องมือที่ดี แต่ประสบการณ์และความทรงจำที่เราใส่ลงไปในหนังสือนิทาน อันนี้เป็นสิ่งเฉพาะตัว เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นมาจากหัวใจและชีวิตจริง ซึ่ง AI เลียนแบบไม่ได้
ผมคิดว่า AI ก็เก่งมากเรื่องการค้นหาข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเติบโตของมนุษย์ หรือเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยาก ผมเองก็เคยลองคุยกับ AI ด้วย เอามาใช้เป็นแนวทางในการตรวจทานข้อความ หรือเช็กข้อมูลอ้างอิง ซึ่งมีประโยชน์มากในแง่นี้ แต่ถูกต้องไหมอีกเรื่องนึง เคยค้นหาคำว่า อิ่มแปล้ แต่ AI บอกว่า อิ่มแปร้ สะกดแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่า AI สะกดผิด (หัวเราะ)

แล้วในแง่ของงานภาพ คิดว่า AI จะมาแทนที่งานวาดได้ไหม
งานวาดเป็นงานศิลปะที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ผมคิดว่าความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละคือเสน่ห์ ตอนเรียนครูก็สอนเรื่องการวาดทัศนียภาพ วาดมุมตึก วาดรถ ทุกอย่างต้องเป๊ะตามองศาและอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง
แต่พอมาวาดนิทานสำหรับเด็ก ก็พยายามออกแบบให้ภาพบิดเบี้ยวนิดๆ สัดส่วนผิดเพี้ยนจากความจริงเล็กน้อย เพื่อให้ภาพดูน่ารัก เข้าถึงง่าย และมีเสน่ห์ในแบบการ์ตูนเด็ก สีสันและลายเส้นก็ปล่อยให้ไหลลื่นไปตามธรรมชาติ จนตอนนี้ลูกก็เริ่มชอบวาดรูปตาม ทุกวันนี้เขาวาดเจสซี่ วาดไมโก้ตัวละครในหนังสือได้ดีขึ้นมาก พอเห็นพัฒนาการของเขาแล้ก็ภูมิใจมาก ส่วนภรรยาของผมก็ช่วยคิดเรื่องราวให้ มันเลยกลายเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่ทุกคนได้ร่วมกันทำ
ตั้งแต่เริ่มทำหนังสือชุดนี้มา ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
คิดว่าได้ชะลอชีวิตให้ช้าลง ได้หันมามองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว บางทีการอยู่กับลูกก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเที่ยวไกลๆ ตลอดเวลา หรือทำกิจกรรมแน่นเอี้ยด แค่ได้นั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ เวลานั้นก็มีคุณค่าแล้ว มันทำให้เราเห็นความสำคัญของการมีอยู่ของกันและกัน เห็นความสวยงามของสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นดวงจันทร์ ดวงดาว หรือแม้แต่แมลงที่บินผ่าน ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อที่โชคดีมากที่ได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมๆ กับลูก

วันหนึ่งเมื่อลูกโตขึ้น เขาอาจจะจำไม่ได้ว่าเคยอ่านนิทานเล่มไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเขาจะจำบรรยากาศ ความอบอุ่น จำโมเมนต์ที่โอบกอดกัน หัวเราะด้วยกัน และช่วงเวลาที่เคยอ่านหนังสือกับพ่อแม่ได้
สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเริ่มอ่านนิทานให้ลูก แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรบ้าง
การใช้เวลาคุณภาพกับลูกไม่จำเป็นต้องมีเวลาทั้งวันก็ได้ อย่างแค่การอ่านนิทานก่อนนอนใช้เวลาแค่ประมาณ 10-15 นาที ลองใช้เวลานั้นมาอยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่จริงๆ วันหนึ่งเมื่อลูกโตขึ้น เขาอาจจะจำไม่ได้ว่าเคยอ่านนิทานเล่มไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเขาจะจำบรรยากาศ ความอบอุ่น จำโมเมนต์ที่โอบกอดกัน หัวเราะด้วยกัน และช่วงเวลาที่เคยอ่านหนังสือกับพ่อแม่ได้ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้เองที่จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย รู้ว่าตัวเองได้รับความรัก และกล้าที่จะเติบโตไปเผชิญโลก เพราะเขามั่นใจว่าไม่ว่าจะหันกลับมาเมื่อไหร่ ก็จะมีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้างเสมอครับ

COMMENTS ARE OFF THIS POST