READING

INTERVIEW: คุยกับ สานอักษร สำนักพิมพ์ที่เชื่อในพลั...

INTERVIEW: คุยกับ สานอักษร สำนักพิมพ์ที่เชื่อในพลังของหนังสือภาพ

สานอักษร

เมื่อพูดถึงโลกของหนังสือเด็ก หลายคนอาจคิดว่าจะมีแต่เรื่องราวน่ารักๆ สนุกสนาน ที่พร้อมกับภาพประกอบสีสันสดใส แต่ความจริงแล้ว หนังสือเด็กสามารถเป็นอะไรก็ตามที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ และปลูกฝังมุมมองที่ดีให้กับเด็กๆ ได้

หนึ่งในสำนักพิมพ์ที่มุ่งมั่นสร้างหนังสือเด็กคุณภาพสูง และเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ของเด็กไทยก็คือ สำนักพิมพ์ สานอักษร ภายใต้การดูแลของมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งอาจมีใครหลายคนสงสัยว่า สำนักพิมพ์และโรงเรียนเกี่ยวข้องกันอย่างไร

วันนี้เรามีนัดพูดคุยกับคุณเกื้อ–เกื้อกมล นิยม บรรณาธิการสำนักพิมพ์ สานอักษร ผู้ที่สามารถเล่าเรื่องราวของสำนักพิมพ์ ตั้งแต่ที่มา การทำงานในฐานะสำนักพิมพ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าของประสบการณ์และการเรียนรู้ วิสัยทัศน์ของสำนักพิมพ์ ความท้าทายและโอกาสในวงการหนังสือเด็ก รวมถึงความเชื่อมั่นในพลังแห่งหนังสือภาพ

“เด็กสามารถสร้างการเรียนรู้ได้เองจากประสบการณ์ตรง จากธรรมชาติ และจากการค้นพบของตัวเอง ส่วนผู้ใหญ่มีหน้าที่สังเกตและแนะนำมากกว่าคอยบอกคำตอบสำเร็จรูปให้เด็ก เพื่อที่เด็กจะได้รู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของการเรียนรู้นั้นจริงๆ”

เริ่มจากหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสำนักพิมพ์สานอักษรเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับโรงเรียนรุ่งอรุณอย่างไร

จุดเริ่มต้นมันมาจากโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีความเชื่อว่า เด็กสามารถสร้างการเรียนรู้ได้เองจากประสบการณ์ตรง จากธรรมชาติ และจากการค้นพบของตัวเอง ส่วนผู้ใหญ่มีหน้าที่สังเกตและแนะนำมากกว่าคอยบอกคำตอบสำเร็จรูปให้เด็ก เพื่อที่เด็กจะได้รู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของการเรียนรู้นั้นจริงๆ จากนั้นแนวคิดนี้ก็ถูกต่อยอดไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ตั้งใจจะขยายการเรียนรู้แบบนี้รวมไปถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและวิธีการเรียนรู้ของเด็กให้กับสังคม

มูลนิธิเล็งเห็นว่าถ้าอยากให้ผู้ปกครองหรือสังคมเข้าใจการเรียนรู้ที่เด็กในโรงเรียนได้สัมผัสอยู่ทุกวัน ต้องมีสื่อบางอย่างที่พาแนวคิดนี้ออกไปได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเราพบว่าหนังสือภาพเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดเอง ตีความเอง รู้สึกว่าเรื่องราวเป็นของเขาจริงๆ มันไม่ใช่สื่อที่สอน แต่เป็นสื่อที่ชวนให้เด็กได้เป็นตัวของตัวเอง ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดสำนักพิมพ์สานอักษร เราตั้งใจทำหนังสือที่สะท้อนแนวคิดแบบเดียวกับโรงเรียน เอาวิธีคิดแบบที่โรงเรียนเราเชื่ออยู่แล้วในโรงเรียนมาขยายออกไปให้กว้างขึ้น

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสานอักษรกับโรงเรียนรุ่งอรุณ มันเหมือนเราทำงานบนฐานเดียวกันเลยค่ะ โรงเรียนเป็นเหมือนห้องทดลองธรรมชาติ เราได้เข้าไปสังเกตชีวิตเด็ก ได้ทดลองต้นฉบับจริงกับเด็ก เด็กๆ ไม่ได้แค่อ่าน แต่ช่วยบอกเราด้วยว่าอะไรเวิร์ก ไม่เวิร์ก เราใช้ภาษาที่เขาเข้าใจไหม หรือเรื่องมันไปกับวิธีคิดของเขาหรือเปล่า หนังสือหลายเล่มก็เกิดจากสิ่งที่เราเห็นในโรงเรียนจริงๆ เช่น การเล่น การสังเกตธรรมชาติ หรือบทสนทนาเล็กๆ น่ารักของเด็กๆ ที่พอเอามาพัฒนาต่อมันก็กลายเป็นเนื้อหาที่มีชีวิต

“เราพบว่าหนังสือภาพเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดเอง ตีความเอง รู้สึกว่าเรื่องราวเป็นของเขาจริงๆ มันไม่ใช่สื่อที่สอน แต่เป็นสื่อที่ชวนให้เด็กได้เป็นตัวของตัวเอง ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดสำนักพิมพ์สานอักษร”

สานอักษรมีวิธีพิจารณาและคัดเลือกอย่างไรว่า หนังสือเล่มนี้แหละคือสานอักษร

สานอักษรไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ‘หนังสือนี้จะสอนอะไรเด็ก’ แต่เริ่มจากการมองว่าเรื่องนี้มีศักยภาพพาเด็กไปสัมผัสประสบการณ์อะไรบ้าง องค์ประกอบใดในเล่มที่จะพาให้เด็กได้รู้สึก คิด และตีความด้วยตัวเอง

หนังสือที่เป็นของสานอักษรจริงๆ มักเกิดจากผู้เขียนหรือศิลปินที่มีความเข้าใจชีวิต ลึกซึ้ง ไวต่อความรู้สึก และอยากเล่าเรื่องบางอย่างออกมาโดยไม่จำเป็นต้องตีกรอบความหมายให้เด็ก การทำต้นฉบับหนึ่งเล่ม เราใช้เวลานานเพราะต้องทำออกมาเพื่อให้เห็นว่ามีอะไรต้องปรับปรุง รวมถึงมีการทดลองใช้จริงกับเด็กด้วย จนเกิดเป็นเล่มที่มีชีวิตชีวาและสื่อสารได้ถึงคุณค่าอย่างแนบเนียน

ในตลาดมีหนังสือเด็กที่มาจากการแปลหนังสือต่างประเทศเยอะมาก ทำไมสานอักษรถึงเลือกทำต้นฉบับของตัวเองมากกว่า

จริงๆ หนังสือแปลหลายเล่มดีมากนะ แต่บางทีความหมายและบริบทอาจไม่เชื่อมกับประสบการณ์ของเด็กไทยเท่าที่ควร เราจึงอยากใส่เสียง ใส่นิสัยไทยๆ ลงไปในแผงหนังสือบ้างค่ะ

สานอักษรโชคดีที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันเชิงยอดขายแบบสำนักพิมพ์ทั่วไป การเป็น non-profit ทำให้สามารถพัฒนางานได้เต็มที่ อีกประเด็นก็คือสานอักษรตั้งใจพัฒนาองค์ความรู้ในการทำหนังสือเด็กให้ไม่หายไปจากสังคมไทยด้วย

มองภาพรวมของวงการหนังสือเด็กไทยตอนนี้อย่างไร

ตอนนี้ตลาดหนังสือเด็กค่อนข้างคึกคักขึ้น ผู้ปกครองสนใจหนังสือมากขึ้น แต่ยังเห็นแนวโน้มสำคัญคือ การซื้อยังเกิดจากความกลัว เช่น กลัวลูกไม่พัฒนา กลัวตามไม่ทัน ทำให้หนังสือแนวสอนตรงๆ หรือหนังสือที่จัดชุดมาให้ยังขายดีอยู่

แต่ถ้ามองในเชิงคุณภาพลึกๆ หนังสือที่ให้เด็กได้ตีความเองหรือพาเด็กไปสู่ความรู้สึกและประสบการณ์จริงๆ ของไทยยังมีจำนวนน้อย สำนักพิมพ์ที่เคยมุ่งมั่นสร้างงานเองบางแห่งเริ่มเงียบลงจากโครงสร้างขององค์กรหรือการเปลี่ยนผู้บริหาร ความท้าทายใหญ่จึงอยู่ที่การรักษามาตรฐานและองค์ความรู้ในการทำหนังสือเด็กให้คงอยู่ต่อเนื่องค่ะ

ปัญหาและโอกาสของการทำสำนักพิมพ์หนังสือเด็กคืออะไร

ปัญหาหลักคือ เวลาและต้นทุน หนังสือเด็กคุณภาพดีต้องใช้คนที่ชำนาญหลายฝ่าย ทั้งนักเขียน ศิลปิน บรรณาธิการ และยังต้องมีการทดลองกับเด็กจริงๆ ซึ่งกินเวลามากและไม่สามารถเร่งได้ และหากสำนักพิมพ์ไม่ได้สะสมความชำนาญและส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปก็จะยิ่งขาดความแม่นยำในการทำงาน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเริ่มโตขึ้น ผู้ปกครองเปิดใจมากขึ้น และมีพื้นที่ให้หนังสือที่เน้นคุณค่าและความลึกซึ้งมากกว่าแต่ก่อน นี่คือโอกาสของสำนักพิมพ์ที่จะได้สร้างสรรค์งานคุณภาพที่หลากหลาย

วงการหนังสือเด็กมีเทรนด์หรือหนังสือในกระแสเหมือนหนังสือผู้ใหญ่ไหม

มีค่ะ แต่อาจจะไม่ชัดเท่าตลาดของผู้ใหญ่ อย่างช่วงที่ผู้ปกครองสนใจเรื่องพัฒนาการ อารมณ์ หรือ EF หนังสือแนวฮาวทูสำหรับเด็กหรือชุดพัฒนาทักษะก็จะมาแรง แต่หนังสือที่เน้นศิลปะ การตีความ หรือความหมายลึกๆ มักไม่ได้ขึ้นเป็นกระแส เพราะผู้ใหญ่จำนวนมากอาจจะยังไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือภาพในแง่วรรณกรรมเท่าไรนัก

“หนังสือภาพคือศิลปะและวรรณกรรมที่เล่าเรื่องด้วยภาพ เด็กก็เข้าใจในแบบของเขา ผู้ใหญ่ก็อาจเข้าใจในอีกระดับหนึ่ง ดังนั้น หนังสือภาพจึงมีศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ร่วมกันของครอบครัวได้หลายระดับ”

คนทั่วไปยังมองว่าหนังสือภาพอาจจะเหมาะกับเด็กเล็ก พอลูกโตก็อยากผลักดันให้อ่านหนังสือประเภทอื่น สานอักษรอยากบอกอะไรเกี่ยวกับหนังสือภาพเพิ่มเติมหรือเปล่า

อยากให้รู้ว่าหนังสือภาพคือศิลปะและวรรณกรรมที่เล่าเรื่องด้วยภาพ เด็กก็เข้าใจในแบบของเขา ผู้ใหญ่ก็อาจเข้าใจในอีกระดับหนึ่ง ดังนั้น หนังสือภาพจึงมีศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ร่วมกันของครอบครัวได้หลายระดับ

ที่ผ่านมา สานอักษรพยายามนำภาพไปแสดงในงานต่างๆ และสร้างวัฒนธรรมการอ่านภาพ เพราะเมื่อผู้ใหญ่ได้สัมผัสศิลปะด้วยตา ได้เห็นสี ลายเส้น รายละเอียดจริงๆ จะเข้าใจเลยว่าหนังสือภาพไม่ได้มีคุณค่าน้อยกว่าหนังสือวรรณกรรมรูปแบบอื่นเลยค่ะ

เด็กกับผู้ใหญ่ตีความหนังสือภาพต่างกันอย่างไร

เด็กใช้ทั้งเรื่องและภาพในการตีความจากประสบการณ์จริงที่ยังไมค่อยมีกรอบความเชื่อของสังคมมาขัดขวาง จึงตีความได้กว้างขวางอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนผู้ใหญ่มักตีความเฉพาะจากตัวหนังสือ ซึ่งพลาดมากเพราะหนังสือภาพใช้เล่าเรื่องเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะให้ดีเมื่อผู้ใหญ่อ่านหนังสือภาพกับเด็กจบแล้ว ควรให้เด็กลองเล่าเรื่องราวให้ฟัง จะพบว่าเด็กรับรุ้บรรยากาศ อารมณ์ความรู้สึกตัวละคร รวมไปถึงการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีกว่าเรามากนัก

แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้ใหญ่เห็นคุณค่าของหนังสือภาพในแง่ของวรรณกรรมและศิลปะว่าหนังสือภาพไม่ใช่แค่สื่อสำหรับเด็กเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ให้เกิดการสนทนา การตั้งคำถาม และการสะท้อนความคิดของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปพร้อมกัน การอ่านหนังสือภาพจึงไม่ใช่แค่การดูภาพหรือฟังเรื่องเล่า แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในโลกเดียวกับตัวละครและสามารถต่อยอดความเข้าใจว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งมันคืออะไรก็ได้โดยการตีความจากภาพ ลูกอาจจะตีความอีกแบบ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะตีความอีกแบบ เราว่ามันคือเสน่ห์ของหนังสือภาพ

แต่ปกติเรามักจะว่าเห็นหนังสือเด็กมีการระบุช่วงอายุที่เหมาะสม เกณฑ์นี้พิจารณาจากอะไรบ้าง

ความจริงก็อ่านได้หมดนะ แต่อาจจะต้องพิจารณาพัฒนาการของร่างกายและสมองเป็นหลัก เช่น วัย 0–2 ปี เด็กยังมองเห็นสีได้ไม่มาก สีที่ตัดกันมากๆ จะช่วยให้เห็นภาพชัด ส่วนคำกลอนที่มีเสียงคล้องจองและจังหวะก็ทำให้ติดตามเรื่องได้ง่ายแม้จะยังไม่เข้าใจภาษามากนัก ส่วนวัย 2–7 ปี ค่อยๆ เข้าใจเรื่องราวและเหตุผลได้มากขึ้น พอประถม เด็กเริ่มตีความเรื่องนามธรรมได้ เช่น ความตาย หรือความเป็นจริงของโลกที่หลากหลาย และวัยมัธยมก็เริ่มเข้าใจเรื่องเชิงนามธรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น

สานอักษรมีแนวทางสื่อสารเรื่องคุณค่าทางวรรณกรรมของหนังสือภาพให้สังคมรับรู้มากขึ้นอย่างไร

ตอนนี้ก็กำลังโยนหินถามทางอยู่ (หัวเราะ) เราก็พยามจะทำให้เห็นคุณค่าของหนังสือภาพไม่ได้อยู่ที่ภาพน่ารักหรือว่าเรื่องนี้กำลังสอนอะไรเด็ก แต่มันคือการที่ศิลปะทางวรรณกรรมที่มาจากเรื่องและภาพมันไปจับใจคนอ่านและเปิดพื้นที่ให้คนได้ตีความได้หลากหลายด้วย ทั้งการจับใจและความหลากหลายคือคุณค่าของมัน ความจับใจที่เกิดจากศิลปะจะนำไปสู่การคิดที่ลึกซึ้ง มีความหมายต่อคนๆ นั้น แตกต่างหลากหลายกันไป ความหลากหลายจะช่วยทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างยอมรับกันและกันง่ายขึ้น ยอมรับตัวเองง่ายขึ้น แล้วก็ดึงคุณค่าของเราที่ไม่เหมือนคนอื่นออกมาได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่จำเป็นต้องไปเหมือนใคร เราเลยเห็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้หนังสือสามารถตีความได้หลากหลาย เพื่อให้เด็กๆ ชินว่าความหลากหลายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่การที่จะสื่อความเข้าใจพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย (หัวเราะ) อันดับแรกเราก็ต้องทำหนังสือที่เปิดพื้นที่นี้ก่อน สองก็คือพยายามสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ลงเพจและเว็บไซต์ และสามเราเชื่อในการที่คนได้เห็นศิลปะเยอะๆ เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเอางานศิลปะของสานอักษรออกไปเจอผู้คนมากขึ้น หรือว่าเอางานศิลปะของศิลปินนักวาดทั้งไทยและต่างประเทศ มาทำนิทรรศการด้วย อาจจะมีเวิร์กช็อปบ้าง เพื่อให้มันเกิดชุมชนของความหลากหลายและสร้างพื้นที่ให้คนได้สัมผัสกับศิลปะ และมองว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องไกลตัว การได้เห็นภาพชัดๆ ด้วยตา ได้จับใจกับงาน อาจทำให้ผู้คนเข้าใจทันทีว่าหนังสือภาพเป็นวรรณกรรมที่ใช้ศิลปะเล่าเรื่อง ไม่ได้เป็นเพียงนิทานเด็กแต่เป็นสื่อที่มีคุณค่าและเข้าถึงได้ทุกวัย

สัมภาษณ์วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

 

อ่านบทความ: INTERVIEW: เกื้อกมล นิยม—ครูอักษรแห่งสำนักพิมพ์สานอักษร ใช้แค่ความไว้ใจ แล้วปล่อยลูกให้เติบโตไปกับหนังสือนิทาน

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

RELATED POST

COMMENTS ARE OFF THIS POST