เวลาพูดถึงพื้นที่สำหรับเด็ก หลายคนอาจนึกถึงคลาสเรียนหรือกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าเด็กควรได้อะไรกลับไปบ้าง แต่ก็มีบางพื้นที่ที่เลือกเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งจะได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ควรมีพื้นที่แบบไหนบ้างที่ได้เล่น เลอะ และเรียนรู้ไปตามจังหวะของตัวเอง
Sunkid Studio เป็นหนึ่งในพื้นที่สำหรับเด็กที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เด็กๆ ที่มาที่นี่จะได้อะไรกลับไปบ้าง แต่เริ่มจากคำถามที่ชวนให้มองย้อนกลับไปว่า เด็กๆ ควรมีพื้นที่แบบไหนที่จะทำให้รู้สึกปลอดภัยพอจะลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
เบื้องหลัง Sunkid Studio คือ แพร–อริสา ธีรภาพพงศ์ และ พีค–ณัฐวัตร จารุมัศย์ สองผู้ก่อตั้งที่มีแนวคิดตรงกันว่าการเติบโตของเด็กไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ควรเกิดขึ้นผ่านการลงมือทำ การเล่น และการใช้ชีวิตจริง แนวคิดนี้จึงไม่ได้สะท้อนออกมาแค่ในรูปแบบของกิจกรรมสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบพื้นที่ที่ซัปพอร์ตผู้ใหญ่ไปพร้อมกัน

สตูดิโอแห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านสามชั้นย่านรัชดาที่ถูกปรับให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว โดยบรรยากาศภายในไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนโรงเรียนหรือคลาสเรียน แต่คล้ายบ้านหลังหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เดินสำรวจ เลือกเล่น และใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างเป็นอิสระ

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ Sunkid Studio คุณแพรเล่าว่า ตัวเองเป็นคนชอบพระอาทิตย์ เลยตั้งใจใช้คำว่า Sun ที่หมายถึงพระอาทิตย์ และ Kid ที่หมายถึงเด็ก เพราะในมุมมองของเธอ เด็กทุกคนก็เหมือนดวงอาทิตย์ที่มีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง เพียงแต่แสงของแต่ละคนส่องออกมาไม่เหมือนกัน ความคิดนี้เองที่กลายมาเป็นหัวใจของสตูดิโอ และสะท้อนออกมาในรูปแบบของคลาสที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองค้นหาและเติบโตในแบบของตัวเอง

กิจกรรมที่นี่มีทั้งคลาสแบบครึ่งวันและแบบเต็มวัน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เลือกให้เหมาะกับช่วงวัยและจังหวะของลูก สำหรับเด็กเล็กช่วงอายุประมาณ 1–3 ขวบ จะมีคุณครูดูแลอย่างใกล้ชิดในลักษณะตัวต่อตัวตลอดคลาส เพื่อให้เด็กได้ปรับตัวและรู้สึกปลอดภัย ขณะที่เด็กอายุสามขวบขึ้นไปจะเริ่มเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยจำกัดจำนวนไม่เกินกลุ่มละสี่คน เพื่อให้ครูยังสามารถดูแลเด็กแต่ละคนได้อย่างทั่วถึง

“ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักเลือกพาลูกมาส่งแล้วปล่อยให้เด็กอยู่กับคุณครู เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลากับกิจกรรมอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคอยพะวงสายตาผู้ใหญ่ตลอดเวลา แต่สำหรับครอบครัวที่อยากใช้เวลาร่วมกัน ก็สามารถเข้าคลาสเวิร์กชอป ซึ่งเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ได้นั่งทำกิจกรรมประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์ผลงานไปพร้อมกับลูกในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและไม่เร่งรีบได้”


ที่นี่แบ่งออกเป็นหลายโซน เริ่มจากห้องเล่นเลอะ (Sensory and Messy Play) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองสัมผัสวัสดุต่างๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเทสี เทน้ำ หรือเล่นกับโคลน เด็กๆ จะได้ใช้มือหยิบจับ เคลื่อนไหว และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง และเมื่อทำกิจกรรมเสร็จ ภายในห้องก็มีฝักบัวให้ล้างตัวได้ทันที ไม่ต้องย้ายไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในพื้นที่อื่นให้วุ่นวาย

คุณแพรเล่าว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยอยากให้ลูกได้เล่นลักษณะนี้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สะดวกจะทำที่บ้าน เพราะความเลอะเทอะที่ตามมา สตูดิโอจึงกลายเป็นพื้นที่ทางเลือกที่เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็สบายใจมากขึ้น

ถัดมาเป็นโซนครัวสำหรับกิจกรรมทำอาหาร (Cooking) ภายในตกแต่งด้วยโทนสีสดใสและจัดวางอุปกรณ์ในขนาดที่เหมาะกับเด็ก เด็กสามารถเลือกเมนูที่อยากทำได้เอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว ของหวาน หรือขนมอบ กิจกรรมทำอาหารไม่ได้เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก แต่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการเป็นลำดับ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การรอคอย ไปจนถึงการลงมือทำจริง ซึ่งเด็กยังสามารถนำวิธีการเหล่านี้กลับไปลองทำต่อที่บ้านได้


เดินเข้ามาด้านในอีกนิดก็จะพบกับพื้นที่ด้านหลังของสตูดิโอ ที่ถูกจัดให้เป็นโซนทำสวน (Gardening) ขนาดกะทัดรัด รายล้อมด้วยบรรยากาศร่มรื่น กิจกรรมในสวนถูกออกแบบให้เหมาะกับเด็กหลายช่วงวัย สำหรับเด็กเล็กจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อผ่านการขุดหรือค้นหาผลไม้จำลอง ขณะเดียวกันก็ได้ทำความรู้จักกับพืชผักชนิดต่างๆ ส่วนเด็กโตจะได้ลองปลูกต้นไม้จริง ตั้งแต่การเพาะเมล็ด รดน้ำ พรวนดิน ไปจนถึงการสังเกตการเติบโตของต้นไม้ในระยะยาว โดยมีคุณครูคอยดูแลและชวนเด็กพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ถัดมาเป็นชั้นสองของสตูดิโอ ยังมีห้องเรียนเต้น (Dancing) ที่ออกแบบด้วยผนังกระจก เด็กๆ สามารถเลือกเพลงที่ตัวเองชอบ และให้คุณครูช่วยออกแบบท่าเต้นให้เหมาะกับวัยและความสนใจ การเต้นไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกาย แต่ยังช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหว เสริมสร้างบุคลิกภาพ และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ฝึกความกล้าแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ



ห้องสุดท้ายคือห้องศิลปะและงานสร้างสรรค์ (Arts & Creative) ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมตามความสนใจโดยไม่มีกรอบหรือโจทย์ตายตัว บางคนใช้เวลาวาดรูป บางคนปั้นดิน หรือบางคนระบายสีก็ได้

คุณแพรเล่าว่า ห้องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กได้อยู่กับจินตนาการของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่มีการตัดสิน ไม่มีถูกผิด และไม่มีความคาดหวังเรื่องผลงาน

กิจกรรมทั้งหมดของ Sunkid Studio จึงไม่ได้ถูกวางไว้เพื่อให้เด็กต้องได้อะไรกลับไป แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็สามารถวางใจได้ว่า ลูกกำลังเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้าใจทั้งร่างกาย อารมณ์ และจังหวะของการเรียนรู้ของเขาเอง

นอกจากนี้ ที่ Sunkid Studio ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการมานั่งทำงานศิลปะกับเพื่อน คนรัก หรือแม้แต่การมานั่งเงียบๆ เพื่อพักใจจากความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน เพราะที่นี่เชื่อว่าการได้อยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการเล่นและการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้ใหญ่ได้ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว และได้เชื่อมต่อกับความเป็นเด็กในตัวเองอีกครั้ง

“คุณพ่อคุณแม่จำนวนมากใช้เวลาทั้งวันไปกับการดูแลลูก ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน โดยแทบไม่ได้มีพื้นที่ให้ตัวเองได้พักจริงๆ เมื่อความเหนื่อยสะสมโดยไม่รู้ตัว ความเครียดนั้นก็มักจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการเลี้ยงดูที่ตึงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เราจึงพยายามออกแบบพื้นที่ให้ผู้ใหญ่สามารถวางใจได้ว่าลูกกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันตัวเองก็ได้หยุดพัก หายใจ และอยู่กับความรู้สึกของตัวเองบ้าง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม”

เช่นนี้เอง Sunkid Studio จึงกลายเป็นมากกว่าสถานที่ทำกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่เป็นพื้นที่ร่วมของครอบครัวและความสัมพันธ์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในรูปแบบที่ไม่กดดัน เด็กได้เล่นในแบบของตัวเอง ขณะที่ผู้ใหญ่ก็มีพื้นที่ของตัวเองเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาสถานที่ที่ลูกสามารถใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ขณะที่ตัวเองก็ได้พัก ได้ผ่อนคลาย หรือได้นั่งอยู่กับตัวเองอย่างสบายใจ ที่นี่อาจเป็นคำตอบที่ไม่ต้องพยายามอธิบายอะไรมาก เพียงแค่ได้มาอยู่ ก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของพื้นที่แห่งนี้อย่างมาก

COMMENTS ARE OFF THIS POST