READING

Thinkberry International Pre-School พื้นที่ที่ไม่ไ...

Thinkberry International Pre-School พื้นที่ที่ไม่ได้แค่สอนให้เก่ง แต่สอนให้เติบโตอย่างมีความสุข

Thinkberry International Pre-School

การมองหาโรงเรียนแรกหรือโรงเรียนอนุบาลให้กับลูกเป็นเรื่องสำคัญของพ่อแม่ทุกคนเสมอ เพราะไม่ได้หมายถึงการเลือกสถานที่เรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกพื้นที่ที่ลูกจะใช้ชีวิตและเติบโตในแต่ละวันอย่างมีความสุข

เราได้มีโอกาสแวะมาที่ Thinkberry International Pre-School โรงเรียนอนุบาลในย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นพื้นที่กลางเมืองที่ผสานความเป็นธรรมชาติเข้าไปอย่างลงตัว

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเอวา วานชอง ผู้ก่อตั้ง Thinkberry International Pre-School และในอีกบทบาทหนึ่งคือคุณแม่ที่มีความตั้งใจอยากดูแลลูกน้อยด้วยการมอบประสบการณ์และการศึกษาก่อนวัยเรียนให้เหมาะสมให้ดีที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ขยายความตั้งใจนั้นออกมาเป็น Thinkberry แห่งนี้

จุดเริ่มต้นของ Thinkberry

เริ่มต้นจากคุณเอวาเริ่มตั้งคำถามในฐานะแม่คนหนึ่งว่า อยากให้ลูกเติบโตแบบไหน เพื่ออนาคตที่หยั่งยืนของลูกในสังคมปัจจุบัน อยากให้เขาเรียนรู้โลกและเข้าใจโลกในรูปแบบไหน จึงเริ่มสนใจแนวทางการทำโฮมสกูลก่อนเพราะอยากออกแบบการเรียนรู้ให้ลูกด้วยตัวเอง อยากให้ลูกได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งรีบและได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงมากกว่าการนั่งเรียนหรือผ่านหนังสือแบบเดิมๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังรู้สึกว่าการมีสังคมเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเพื่อการปรับตัวในสังคมและแก้ปัญหาเป็น เด็กควรได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้เล่น ได้มีเพื่อน ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน สองความคิดนี้เลยค่อยๆ มารวมกัน จนกลายเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ จากแค่การทำโฮมสกูลให้ลูก กลายเป็นการสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กคนอื่นๆ ได้มาเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

จนกระทั่ง Thinkberry สร้างเสร็จในช่วงเดียวกับสถานการณ์โควิด-19 พอดี ซึ่ง

สำาหรับหลายที่อาจเป็นอุปสรรค แต่สำหรับที่นี่กลับเลือกมองอีกแบบ แทนที่จะรีบเปิด คุณเอวากลับเลือกใช้ช่วงเวลานั้นค่อยๆ ศึกษาเพิ่มเติม ลงลึกกับแนวทางการเรียนรู้ พัฒนา ทดลอง ปรับ เปลี่ยนจนในที่สุดก็ค่อยๆตกผลึกออกมาเป็น Thinkberry ในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจความเป็นเด็กอย่างแท้จริง

ความน่าสนใจคือ แนวทางการเรียนรู้ของที่นี่ไม่ได้ยึดติดแค่หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง British Curriculum อย่าง EYFS (Early Years Foundation Stage) และแนวคิดของ Reggio Emilia ที่เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านธรรมชาติ และผ่านสิ่งรอบตัว

จุดนี้มีที่มาที่น่าสนใจมาก เพราะคุณเอวารู้สึกว่า เด็กที่เติบโตในเมืองอย่างกรุงเทพฯ มักจะมีช่องว่างบางอย่างที่ขาดหายไป โดยเฉพาะการได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ การได้สัมผัสดิน น้ำ ใบไม้ หรือแม้แต่การได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัวแบบไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน

Learn ผ่าน Play และ Nature เมื่อการเล่นคือหัวใจของการเรียนรู้

ที่นี่ให้ความสำคัญกับการเล่นและการอยู่กับธรรมชาติมาก เพราะเชื่อว่าสองสิ่งนี้คือรากฐานสำคัญของการเติบโตในช่วงวัยเด็ก การเล่นไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุก แต่เป็นวิธีที่เด็กใช้ทำความเข้าใจโลก เด็กจะได้เรียนรู้การคิด การลองผิดลองถูก การแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์ของตัวเอง ผ่านสิ่งที่ดูเหมือนเรียบง่ายในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน การได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ ก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ของเด็กอย่างลึกซึ้ง เมื่อเด็กได้สัมผัสดิน ได้เล่นน้ำ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้หรือฤดูกาล เด็กจะค่อยๆ ซึมซับความเข้าใจเกี่ยวกับโลกโดยไม่ต้องมีใครอธิบายมากมาย

นอกจากนี้ธรรมชาติยังช่วยให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ ทั้งการมองเห็น การสัมผัส กลิ่น หรือเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการในช่วงปฐมวัย

และในขณะเดียวกัน พื้นที่แบบนี้ยังช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ได้ปลดปล่อยพลังงาน และได้รู้สึกผ่อนคลายในแบบที่ห้องเรียนทั่วไปอาจให้ไม่ได้

เมื่อการเล่นและธรรมชาติทำงานร่วมกัน เด็กจะไม่ได้แค่เรียนรู้ แต่จะค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างสมดุล ทั้งร่างกาย ความคิด และอารมณ์ มันเลยไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้เด็กทำ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองไปพร้อมๆ กัน

ทักษะด้านภาษาและคณิตศาสตร์ (Literacy และ Numeracy) ที่เรียนแบบไม่รู้ตัว

ในส่วนของทักษะด้านภาษาและคณิตศาสตร์ ที่นี่ทำออกมาได้น่าสนใจมาก การเรียนภาษาอังกฤษจะใช้แบบเต็มรูปแบบ โดยเริ่มจากการฟัง แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่การพูด อ่าน และเขียนตามธรรมชาติของเด็ก ผ่านโปรแกรม Read Write Inc. ที่นิยมใช้ในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร เด็กๆ จะไม่ได้ถูกบังคับให้นั่งท่อง แต่เรียนผ่านเสียง เพลง เกม และกิจกรรมต่างๆ จนหลายครั้งเด็กเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังเรียนอยู่

ส่วนคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้เริ่มจากตัวเลขบนกระดาษ แต่เริ่มจากการได้จับต้องและมองเห็นจริง เช่น มีแมลงกี่ตัว ที่ช่วยให้เด็กเข้าใจค่าของตัวเลขได้ง่ายขึ้น มันเลยไม่ใช่แค่การเรียนให้จำ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ทั้งสนุก และเข้าใจได้จริง

เมื่อโลกจริงคือห้องเรียน

เด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านชีวิตจริงรอบตัว หรือที่เรียกว่า Real Life Study ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ทำอาหาร การเล่นน้ำ หรือกิจกรรม Sensory ที่ช่วยให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการเริ่มต้นเรียนรู้ Coding และ STEM แบบง่ายๆ ซึ่งไม่ได้เริ่มจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เริ่มจากพื้นฐานใกล้ตัวอย่างการเข้าใจทิศทาง เช่น ซ้าย ขวา ไปข้างหน้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดอย่างเป็นระบบ

เด็กๆ จะได้ทำโปรเจ็กต์ของตัวเองในรูปแบบ Project Approach ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกหัวข้อจากสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ บางคนอาจเริ่มจากความสงสัยจากสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยๆ ขยายเป็นเรื่องราวที่ตัวเองอยากเรียนรู้ต่อ ระหว่างทาง คุณครูจะคอยชวนคุย ตั้งคำถาม เพื่อให้เด็กได้คิด ได้แสดงความคิดเห็น ได้พูด และได้ถ่ายทอดออกมาในแบบของตัวเอง ทั้งการเล่า การวาด หรือการเขียน

บทบาทของคุณครูไม่ใช่การบอกคำตอบ แต่เป็นการคอยอยู่ข้างๆ เพื่อช่วยเสริมและเติมเต็มในจุดที่เด็กยังมองไม่เห็น เพื่อให้เด็กได้เข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนรู้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น กระบวนการนี้ยังช่วยปลูกฝังเรื่องความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและโลกรอบตัวไปพร้อมกันอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อจบโปรเจ็กต์ เด็กๆ จะได้สร้างผลงานของตัวเองขึ้นมา และนำไปจัดแสดง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กหลายคนรู้สึกภูมิใจมาก

ชีวิตประจำวัน ที่ถูกออกแบบมาอย่างใส่ใจ

กิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ที่นี่ เริ่มต้นวันด้วยการเช็กอินโดยคุณครูรอรับด้านหน้าโรงเรียนเพื่อตรวจความพร้อมของร่างกาย ก่อนให้เด็กได้เล่นและค่อยๆ ปรับอารมณ์เข้าสู่วันเรียน จากนั้นจะมีช่วงโฮมรูมที่ช่วยให้เด็กได้ตั้งหลัก ทั้งร่างกายและความรู้สึกก่อนเริ่มกิจกรรมต่างๆ

อีกหนึ่งช่วงเวลาที่ที่นี่ยังให้ความสำคัญมากคือการนอนกลางวัน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะการนอนถือเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการ เด็กๆ จะได้พักร่างกายและสมอง หลังจากใช้พลังงานไปตลอดช่วงเช้า และยังเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟู พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในช่วงบ่ายต่อไป

Learning Corners พื้นที่ที่ทำให้รู้ว่าลูกชอบอะไร

ในห้องเรียนที่นี่จะมี Learning Corners หรือมุมการเรียนรู้ภายในห้องเรียน ให้เด็กๆ ได้เลือกเข้าไปใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นมุมอ่านหนังสือ มุมบทบาทสมมติ หรือมุมกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ มุมเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาแค่ให้เด็กเข้าไปเล่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คุณครูได้สังเกตเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณครูเข้าใจว่า เด็กแต่ละคนสนใจอะไร ชอบอะไร และมีแนวโน้มในการเรียนรู้แบบไหน ซึ่งความเข้าใจตรงนี้เอง ที่ทำให้การดูแลและการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เป็นไปได้อย่างตรงจุดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

Open Communication Book เข้าใจลูกไปพร้อมกันในทุกวัน

ที่ Thinkberry จะมี Open Communication Book ซึ่งเป็นเหมือนสมุดบันทึกประจำวันของลูกที่อัปเดตให้ทุกวัน ทั้งเรื่องการเรียนรู้ ชีวิตประจำวัน เช่น วันนี้ลูกรับประทานอาหารได้มากน้อยแค่ไหน เข้าห้องน้ำกี่ครั้ง นอนหลับไปกี่นาที หรือมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างวันบ้าง รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจลูกในแต่ละวันได้ชัดขึ้น เช่น ทำไมวันนี้ลูกงอแงจังเลย แต่พอคุณพ่อคุณแม่เปิดสมุดดูก็จะรู้ว่าวันนี้ลูกนอนน้อยไป จะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าวันนี้อาจจะต้องพาลูกนอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และในขณะเดียวกัน ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีอะไรอยากฝากให้คุณครูช่วยดูแลเพิ่มเติม ก็สามารถสื่อสารกลับมาได้ตลอด

และถ้าคุณครูสังเกตเห็นว่า เด็กคนไหนมีพัฒนาการบางด้านที่น่าเป็นห่วง ทางเราก็จะเรียกคุณพ่อคุณแม่เข้ามาพูดคุยทันที เพราะที่นี่ยึดหลักว่า การดูแลเด็กไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือระหว่าง Thinkberry ผู้ปกครอง และตัวเด็ก ที่ต้องช่วยกันดูแลและเข้าใจไปพร้อมกัน

Training สำหรับทั้งครอบครัว เพื่อให้การเลี้ยงลูกไปในทิศทางเดียวกัน

ที่นี่มีการฝึกอบรม (Training) สำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้ของเด็กจะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อบ้านกับเราเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะแบ่งเทรนตามช่วงวัยของลูก เพื่อให้เนื้อหาตรงกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยจริงๆ เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้เข้าใจว่า เด็กวัยนี้ควรได้รับการดูแลแบบไหน เล่นอย่างไร หรือจะช่วยต่อยอดจากที่ Thinkberry ได้ยังไงบ้าง

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เพิ่มเติม เช่น ทันตแพทย์ คุณหมอพัฒนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อเติมความเข้าใจให้รอบด้านมากขึ้น

ไม่มีการบ้าน เพราะเวลาอยู่กับครอบครัวสำคัญที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนน่าจะชอบ คือที่นี่ไม่มีการบ้าน เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนเลย แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจของคนเป็นแม่ คุณเอวาเชื่อว่า เวลาหลังเลิกเรียน คือช่วงเวลาที่มีค่ามากสำหรับครอบครัว เด็กๆ ควรได้ใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่ ได้พูดคุย เล่นกัน หรือแม้แต่แค่ได้อยู่ด้วยกันแบบสบายๆ เป็นการเคารพทั้งเวลาของเด็กและเวลาของครอบครัวไปพร้อมกัน

Thinkberry International Pre-School
รับนักเรียนอายุตั้งแต่: 1.5 ปี – 6 ปี (เนอร์เซอรี่ – อนุบาล 3)
ที่อยู่: 117 ซอยโยธินพัฒนา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240
เบอร์โทร:  02-077-8960
Facebook: Thinkberryinternationalpreschool

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST